พ่อแม่…ครูคนแรกของลูก สอนให้ดูด้วยการกระทำ

พ่อแม่ เป้น ครูคนแรกของลูก

สำหรับผมแล้วทักษะในการใช่ชีวิตเหล่านี้จึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าวิชาความรู้เลย และครูผู้ที่จะสอนวิชาเหล่านี้ได้ดีที่สุดไม่ใช่ใคร นั่นก็คือ ครูคนแรก ในชีวิตซึ่งก็คือพ่อแม่ของผมนั่นเอง ถึงครูคนแรกของผมจะเป็นเพียงตาสีตาสา เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้จบปริญญา แต่ท่านกลับสามารถมอบปริญญาชีวิตที่ดีที่สุดให้กับผมได้ครบทุกเรื่อง ทำให้ผมมีแม่พิมพ์ที่ดีมีแนวทางในการใช้ชีวิตที่ดีต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าผมจะถ่ายทอดให้ลูกหลานต่อไปอย่างแน่นอน

ครูคนแรกของลูก (สอนให้ดูด้วยการกระทำ)

“สถาบันครอบครัว” เป็นสถาบันแรกของสังคมทุกชาติ ทุกบ้าน และของทุกคน คำว่าสถาบันครอบครัวไม่ได้หมายถึงแค่จุดเริ่มต้นของความรักเท่านั้นนะครับ แต่สถานที่ที่เรียกว่า “บ้าน” นี้ ยังเป็นโรงเรียนที่สุดแสนมหัศจรรย์ยิ่งกว่าโรงเรียน ฮอกวอร์ต ของ แฮรี่ พอตเตอร์ เสียอีก

บ้าน” คือโรงเรียนแห่งแรกของทุกคน เป็นโรงเรียนที่สอนทักษะพื้นฐานของชีวิต เป็นโรงเรียนที่สอนพื้นฐานระดับที่เรียกว่าพื้นฐานของชีวิตจริง ๆ ก็คิดดูสิครับพ่อแม่เราสอนตั้งแต่การหัดพูด หัดเดิน หัดกินให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นโรงเรียนที่บ่มเพาะนิสัย สั่งสอนการพูดการจา แม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานของความคิดและจิตใจต่างก็ถูกปลูกฝังมาจากโรงเรียนที่ชื่อว่า “บ้าน” ซึ่งมีผู้อำนวยการคือพ่อ และมีอาจารย์ฝ่ายปกครองคือแม่ของเรานี้เอง

เคยมีคนทักว่าคุณเหมือนพ่อหรือเหมือนแม่บ้างมั้ยครับ ซึ่งผมไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องหน้าตานะ แต่ผมกำลังหมายถึงนิสัยที่เหมือนพ่อกับแม่น่ะ เช่นบางคนอาจจะเป็นคนหัวดีเหมือนพ่อ บางคนอาจจะได้นิสัยเรียบร้อยเหมือนแม่ หรืออาจะได้นิสัยขี้บ่นเหมือนแม่ก็น่าจะมีอยู่บ้างใช่ไหมครับ

อย่างตัวผมเอง ผมก็ว่าตัวเองมีคล้ายกับพ่อมากพอสมควรเลย (เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้อำนวยการใหญ่ของบ้าน ในที่นี่ผมขออนุญาตยกแต่ความดีมากล่าวก็แล้วกันนะครับ 555)

อย่างแรกที่เห็นได้ชัดผ่านการกระทำ โดยที่ไม่ต้องพูดสักคำเลยก็คือ พ่อผมไม่เคยสูบบุหรี่เลย ท่านอาจจะมีกินเหล้าบ้างเวลาที่เข้าสังคม แต่ชีวิตปกติที่ต้องมานั่งก๊งเหล้าทุกเย็นอันนี้ไม่มีแน่นอน  หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผมถึงยกความดีนี้เป็นเรื่องแรก ความจริงแล้วผมมีเหตุผลครับ เพราะการที่พ่อไม่ดูดบุหรี่ไม่ได้ดื่มเหล้าเป็นประจำ มันก็เป็นหนึ่งในศีลข้อ 5 จริงไหมครับ

การที่พ่อห่างไกลอบายมุขนั้น มันก็ทำให้ลูกชายอย่างผมได้ห่างไกลไปด้วยโดยอัตโนมัติ ถึงเราอาจจะเห็นมันอยู่ในสังคมโดยปกติก็จริง แต่แม่พิมพ์ของพ่อที่สร้างขึ้น มันสามารถทำให้เรา “ไม่นำพา” อบายมุขเหล่านั้นมาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราด้วย เพราะอย่างที่หลายคนรู้กันดีว่าถ้าหากเราติดเหล้าหรือบุหรี่แล้ว มีแต่เสียกับเสียมากแค่ไหน … ทั้งนี้ผมไม่ขอลงรายละเอียดนะครับ เชื่อว่าแค่ทุกคนลองนั่งคิดเพียง 1 นาทีก็สามารถลิสข้อเสียของมันได้เป็นสิบข้อแล้ว

สิ่งต่อมาที่ผมแอบภูมิใจเบา ๆ ไม่เล่าให้ใครฟัง (แต่ดังมากในหัวใจตัวเอง) คือ พ่อของผมเป็นคนรักเดียวใจเดียวครับ ถึงแม้ว่าบ้านของเราไม่ได้ร่ำรวยอย่างใคร แต่ความรักความสัมพันธ์ที่มีต่อกันในครอบครัวนั้นผมว่ามันเป็นสิ่งมีค่ามหาศาลเลยล่ะ ก็คิดดูสิครับ คนที่อยู่กินกันมาเป็นสิบ ๆ ปีใช่จะไม่มีปัญหาจริงมั้ย แต่ที่ผมสงสัยคือสองตายายคู่นี้มีเคล็ดลับอะไรถึงสามารถประคับประคองกันมาได้ตลอดรอดฝั่งอย่างทุกวันนี้ ผมว่ามันน่าทึ่งมากเลยนะ

ซึ่งว่ากันตามเนื้อผ้าแม่ของผมก็ขี้บ่นใช้ย่อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยทำให้พ่อผู้เป็นคนพูดน้อยเบื่อจนอยากหนีไปให้ไกลเลย และนอกจากเรื่องนิสัยใจคอแล้ว ในสมัยที่ผมเป็นเด็กชีวิตของพวกเขาก็ใช่ว่าจะสบาย เคยต้องขายที่นาแล้วพากันไปเป็นกรรมกรก่อสร้างที่สุดแสนจะลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นความจนและความยากลำบากก็ไม่เคยมีใครคิดที่จะทิ้งใครเลย แต่ตรงกันข้าม พ่อกับแม่ต่างก็พากันอดทนสู้กันมาจนถึงวัยชราได้อย่างนี้ สุขก็สุขด้วยกัน ทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน ขึ้นเขา ลงห้วย  ยากดี มีจน พ่อกับแม่ผมก็อยู่ด้วยกันตลอดมา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ลูกชายอย่างผมสุดแสนจะภูมิใจมาก ๆ เลยล่ะครับ

แต่ผลของความรักและซื้อสัตย์ต่อกันนั้น ไม่ได้สร้างความสุขให้แค่เพียงตัวผมหรือน้อง ๆ เท่านั้นนะ เพราะในวันที่ผมมีภรรยาและมีลูก มันทำให้ผมก็อยากเป็นพ่อที่ดีของลูก อยากเป็นสามีที่ดีของภรรยาอย่างที่พ่อผมเป็นด้วย ในชีวิตคู่ของผมก็เหมือนคนอื่น มีทะเลาะกันบ้าง เรื่องเล็กบ้างใหญ่บ้างตามประสาและตามสภาวะของชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่เคยอยากเอาชนะ ไม่เคยอยากเก่งกว่า ไม่เคยอยากยิ่งใหญ่กว่า หรือไม่เคยอยากมีอำนาจเหนือกว่า เพราะผมไม่คิดว่านั่นจะเป็นความชนะที่แท้จริง หากมีอะไรที่ให้อภัยกันได้ผมก็ให้อภัย หากมีอะไรที่ยอมกันได้ก็ยอมกันไป หรือหากมีอะไรที่พวกเราความคิดไม่ตรงกัน สิ่งที่ผมกับภรรยาทำคือการคุยกันด้วยเหตุผล ดีกว่าที่จะต้องมานั่งทะเลาะกัน

ซึ่งการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนี้ผมก็ได้เรียนรู้ต้นแบบชีวิตมาจากพ่อกับแม่ผมล้วน ๆ ผมจึงถือว่าพิมพ์เขียวที่ดีในเรื่องการใช้ชีวิตคู่นี้ไม่ได้ส่งความรักความอบอุ่นมาแค่ที่ผมเพียงคนเดียว แต่มันยังส่งความอบอุ่นต่อไปยังหลานของปู่กับย่าด้วย

จริงอยู่ว่าในโรงเรียนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ อาจจะสอนให้เรามีทักษะความรู้ทางด้านวิชาการ แต่การใช้ชีวิตจริงของคนเราไม่ได้มีแค่ด้านเดียวนี่ครับ ในสังคมจริงที่คนร้อยพ่อพันแม่มาอยู่รวมกัน ย่อมมีปัญหา ต้องเจอเล่ห์กลของผู้คนมากมาย มีทั้งคนดี ละคนไม่ดีปะปนกันไป การที่เราจะเอาตัวรอดในสังคมได้นั้นจึงต้องรู้เท่าทันคน ต้องรู้จักวางตัว ต้องหัดควบคุมอารมณ์ สถานการณ์และ ยังต้องรู้จักบริหารทุกความสัมพันธ์ให้ดีที่สุดด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ใครจะสอนได้ดีที่สุดละครับถ้าไม่ใช่พ่อแม่ของเรา

   >>> อ่าน E-book เล่มเต็ม คลิกที่รูปปกด้านล่าง​

อ่าน E-Book ได้ที่นี่ Click >>>
About ปุ้ย-ธวัชชัย 75 Articles
ผมเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์ ผมบวชเรียนจนจบ ม.6 ได้เรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยต่อว่าโชคชะตา ค่อยๆ ทำธุรกิจเล็กๆ เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง พอได้เงินมาก็วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ จนมาถึงวันที่ครอบครัวของผมได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*