บทที่ 3 ประเมินสถานะทางการเงินของตัวเอง

ประเมินสถานะทางการเงินของตัวเอง

ในบทที่แล้ว ผมได้พูดถึงเรื่องการเรียนไปแล้ว ซึ่งอยากจะให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนในสาขาที่อยากเรียนจริงๆ ไม่ใช่เลือกเรียนเพราะจากความคาดหวังของคนรอบข้าง เพราะการเลือกเรียนอะไรที่ใช่นั้น ส่งผลโดยตรงต่อการงานของคุณในอนาคต

สำหรับคนที่กำลังจะเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เช่น ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ต้องถามตัวเองให้แน่ใจว่า  ต้องการเรียนเพราะอะไร เรียนเพื่อเมื่อได้วุฒิการศึกษามาแล้วจะได้เพิ่มเงินเดือน หรือเรียนเพราะนำมาใช้ในการพัฒนางานของคุณ แต่ถ้าหากว่าตัดสินใจเรียนเพราะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร อย่าไปเรียนเลยครับ มันเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ผมแนะนำให้คุณศึกษาตัวเองให้ดีก่อนดีกว่า

บทที่ 3 – ประเมินสถานะทางการเงินของตัวเอง

เอาล่ะเรื่องที่สำคัญต่อไปต่อจากชีวิตวัยเรียนแล้วก็คือ ทุกคนจะได้ทำงาน ไม่ว่าคุณจะทำงานในหน่วยงานไหนก็ตาม จะทำงานในภาครัฐหรือเอกชน ทุกคนก็หวังผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินเช่นเดียวกัน

เมื่อทำงานผ่านไปได้ในระยะเวลา 5-10 ปี เมื่อมองย้อนไปดูคนรอบตัว หรือไปดูเพื่อนร่วมรุ่นของคุณแล้ว จะเห็นว่าแต่ละคนมีฐานะการเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน บางคนอาจจะมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ในขณะที่บางคนยังไปไม่ถึงไหน

ทำงานมาระยะหนึ่ง การเข้าถึงซึ่งแหล่งเงินทุนก็เป็นเรื่องง่าย และด้วยความง่ายนี่เองก็นำมาซึ่งความยุ่งยากให้กับชีวิตใครอีกหลายคน เมื่อโปรไฟล์การทำงานดี มีสลิปเงินเดือน การหาเงินทุนก็ง่ายครับ เข้าถึงบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดได้สะดวกเหลือเกิน มีทั้งที่ตั้งโต๊ะบริการตามห้างสรรพสินค้า และที่ต้องไปสมัครเองที่สถาบันการเงิน บางคนไม่ได้คิดอะไรมาก กู้ทุกอย่างที่เข้ามา วันหนึ่งเกิดโชคร้าย ไม่สามารถไปทำงานได้ ไม่ว่าบ้าน รถ และบัตรเครดิตจะกลายเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณอย่างปฏิเสธไม่ได้

แน่นอนครับว่า หากคุณไปทำงานไม่ได้ นายจ้างก็พร้อมที่จะหาคนอื่นมาทำงานแทนคุณได้ตลอดเวลา อย่ารอให้เวลานั้นมาถึง

อย่าปล่อยชีวิตเหมือนผักตบชวา ที่ลอยเคว้งคว้างไปตามกระแสน้ำ ไม่มีหลักยึดเหนี่ยวอะไรเลยที่เป็นของตัวเอง เมื่อรู้ตัวก็อาจจะลอยไปไกลเสียแล้ว ไม่สามารถดึงตัวเองกลับมายังจุดเริ่มต้นได้อีกครั้ง

แล้วเราควรทำอย่างไร? คำว่าทำอย่างไรเป็นคำถามที่ดี เพราะคุณจะได้คำตอบจากคำถามนี้ จะทำให้สมองได้ใช้ความคิด จะนำมาซึ่งคำตอบที่ต้องการได้

คุณเคย ประเมินสถานะทางการเงินของตัวเอง หรือไม่? หลังทำงานมาแล้ว 5-10 ปี คุณเคยคำนวณหรือไม่ว่าเงินทั้งหน้าตักของคุณที่มีอยู่ตอนนี้ สรุปแล้วติดลบหรือเป็นบวก

ก่อนจะได้พูดถึงการประเมินสถานะทางการเงินของตัวเองแบบคร่าวๆ ผมขอพูดถึงการแยกประเภทของทรัพย์สินและหนี้สินให้เป็นที่ชัดเจนเสียก่อน เพราะหากไม่รู้ว่าอะไรคือทรัพย์สินและอะไรคือหนี้สิน

ตรวจสอบการเงินของตัวเอง มีหนี้ดี หรือหนี้เสีย

ความแตกต่างระหว่างทรัพย์สินและหนี้สิน

          ทรัพย์สิน คือ สิ่งที่เพิ่มมูลค่าได้ สิ่งที่นำมาซึ่งรายได้ สร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต

          หนี้สิน คือ สิ่งที่ลดมูลค่าหรือสิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้เราต้องสูญเสียรายได้ กลายเป็นรายจ่ายที่เราต้องรับผิดชอบ

ยกตัวอย่างความแตกต่างระหว่างทรัพย์สินและหนี้สิน

กรณีของรถยนต์

รถยนต์ เป็นทรัพย์สิน หรือหนี้สิน?
รถยนต์ เป็นทรัพย์สิน หรือหนี้สิน?

หากวันหนึ่งคุณต้องซื้อรถยนต์ที่มีมูลค่า 7 แสนบาท เข้ามาในชีวิต อาจจะซื้อได้มาในรูปแบบของการจำนองผ่อนจ่าย หรือซื้อด้วยเงินสดก็ตามแต่ จะเป็นทรัพย์สินหรือหนี้สินได้ก็ต่อเมื่อ คุณตอบได้ว่า ซื้อรถคันนี้มาแล้ว ทำให้ต้องควักเงินในกระเป๋า เพื่อไปจ่ายค่าซ่อมบำรุง ค่าจอด ค่าล้าง และเติมน้ำมันเป็นประจำ หากคำตอบคือ คุณต้องจ่ายเพียงอย่างเดียว ไม่ทำให้เกิดรายได้แต่อย่างใด ถือได้ว่ารถยนต์คันนี้เป็น หนี้สิน

READ  บทที่ 2 - ตีโจทย์ให้แตก เรียนเพื่ออะไร จะได้ไม่เสียเวลา

ในทางตรงกันข้าม หากซื้อรถคันนี้มา แล้วนำมาใช้ในธุรกิจหรือหารายได้เสริม เกิดเป็นรายได้ที่เพิ่มพูนมากขึ้น แม้จะหักจ่ายค่าซ่อมบำรุงค่าน้ำมันแล้วยังเหลือเก็บ จะถือได้ว่ารถยนต์คันนี้เป็น “ทรัพย์สิน”

กรณีของบ้าน

บ้าน เป็น ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน?
บ้าน เป็น ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน?

หากคุณได้บ้านมา 1 หลัง แล้วบ้านหลังนั้นได้ใช้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย หลายคนอาจจะมองว่านี่คือทรัพย์สิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจไม่ใช่ทรัพย์สินจริงๆ ก็ได้ อาจจะเป็นเพียงหนี้สินที่คุณต้องแบกรับทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าซ่อมบำรุง ค่าต่อเติม ฯลฯ ซึ่งมีผลทำให้เงินในกระเป๋าของคุณลดลง ก็ถือได้ว่า บ้านเป็นหนี้สิน ไม่ต่างอะไรจากรถยนต์

ในขณะที่ หากคุณได้บ้าน 1 หลังมาแล้วเปลี่ยนบ้านหลังนั้นเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่มีรายได้เพิ่มเข้ามาในชีวิต เช่น อาจจะปล่อยให้เช่า แล้วสามารถเก็บค่าเช่าได้ เมื่อทำการหักจ่ายในส่วนของค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำค่าไฟแล้ว ยังมีรายได้ที่เข้ามาให้เหลือเก็บ ถือได้ว่า บ้านหลังนี้คือทรัพย์สิน

ความแตกต่างระหว่างทรัพย์สินและหนี้สินนี้ โรเบิร์ต คิโยซากิ อธิบายได้ดีมากครับ สามารถไปหาอ่านเพิ่มเติมจากหนังสือพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) ได้เลยนะครับ รับรองได้ว่า หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณมีความฉลาดทางการเงินเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเลย

เมื่อมีความเข้าใจในเรื่องความแตกต่างระหว่างทรัพย์สินและหนี้สินแล้ว ต่อไป คุณลองเอาทุกสิ่งที่คุณมี มาใส่ใน 2 ช่อง ฝั่งซ้าย ให้เป็นช่องของทรัพย์สิน และฝั่งขวา ให้เป็นช่องของหนี้สิน พร้อมระบุมูลค่าของสิ่งของที่มีแต่ละอย่าง

เมื่อลงรายการทรัพย์สินที่คุณมีทั้งหมดแล้วคำนวณหักลบกับหนี้สิน แล้วสถานภาพทางการเงินของคุณเป็นบวก ผมดีใจด้วยครับ คุณมาถูกทางแล้ว เท่ากับว่า การเกษียณของคุณสามารถไปถึงได้เร็ว

แต่หากคำนวณหักลบกันแล้ว สถานการณ์ทางการเงินเป็นลบ อย่าเพิ่งเสียใจครับ ผมขอยินดีด้วยที่คุณมองเห็นสภาพความเป็นจริงของตัวเองตั้งแต่วันนี้ นับจากนี้ต่อไป คุณจะเป็นคนหนึ่งที่สามารถวางแผนการเงินจากติดลบจนเป็นบวก และสามารถเกษียณได้ตามเวลาที่คุณวางเป้าหมายไว้

READ  บทที่ 5 ความแตกต่างระหว่างคนจนและคนรวย 5 ประการ

อย่าลืมนะครับ ว่ายิ่งรู้ตัวเร็วเท่าไร โอกาสที่คุณจะเกษียณยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น ต่อจากนี้คุณจะไปถึงเป้าหมายนั้นเร็วหรือช้าจะขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่คุณเลือก

แต่หากคุณปล่อยชีวิตเป็นเหมือนเดิม ก็คงไม่ต่างอะไรกับผักตบชวาที่ผมยกตัวอย่างไว้

เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือทำตามรุ่นพี่

ถึงเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนแนวคิด
ถึงเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนแนวคิด

หากคุณมีเวลาสักนิด ลองย้อนหันไปมองรุ่นพี่ในสายงานของคุณก็ได้ ว่าชีวิตเขาเป็นอย่างไร หากคุณยังทำตัวเหมือนเขาอยู่แบบนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย อีก 5 ปีหรือ 10 ปีข้างหน้าคุณก็จะมีชีวิตที่ไม่ได้ต่างจากเขาเลย

พูดถึงตรงนี้ ผมก็อดพูดไม่ได้ว่า การอยู่ในที่ทำงานเดียวกัน แล้วใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน ในอนาคต ผลที่ได้ก็จะคล้ายกัน เห็นได้จากเพื่อนที่ทำงานในหน่วยงานของรัฐ เช่น ข้าราชการครู ถ้าครูในโรงเรียนนั้นส่วนใหญ่กู้เงินมาเพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถหรือเอามาใช้เพื่ออย่างอื่นที่ไม่ได้สร้างมูลค่าหรือไม่ได้เพิ่มทรัพย์สินเลย แม้จะทำงานเกษียณไปแล้ว รายจ่ายที่ครูยังต้องจ่ายให้กับสิ่งที่ไม่ใช่ทรัพย์สิน ไม่ได้หยุดตาม เกษียณ 60 ปี ก็เป็นเพียงการเกษียณแค่อายุงาน ยังต้องมาเหนื่อยกับการทำงานอย่างอื่นเพื่อจ่ายหนี้ที่ตัวเองก่อขึ้นในขณะที่ทำงานอยู่อีกด้วย

หากคุณเป็นคนคนหนึ่งที่เพิ่งได้บรรจุมาในโรงเรียน ก่อนจะตัดสินใจกู้เงินอะไรสักอย่าง ขอให้ศึกษาดูจากรุ่นพี่เป็นหลัก ว่าคุณต้องการชีวิตแบบนี้จริงหรือไม่ หากคุณต้องการอะไรที่มันแตกต่าง คุณต้องทำอะไรที่มันต่างจากเขา หากคุณจำเป็นต้องเป็นหนี้ แต่ไม่ใช่เป็นหนี้ที่นำมาซึ่งทรัพย์สิน ผมแนะนำให้คุณปฏิเสธ และจงกลัวหนี้แบบนี้ให้มาก

การรู้จักปฏิเสธ บางครั้งเป็นสิ่งที่ดี ที่เราควรทำ ปฏิเสธที่จะไม่ก่อหนี้ที่ไม่ใช่ทรัพย์สิน ปฏิเสธที่จะไปค้ำประกันให้กับใครที่อาจจะนำมาซึ่งความวุ่นวายในชีวิต เอาเวลาที่มีมาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมว่าคุณจะทำอย่างไรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ให้ก่อเกิดเป็นทรัพย์สินจริงๆ ไม่ดีกว่าหรือ ตั้งคำถามไว้แล้วใช้สมองให้มาก จากนั้นคุณจะได้แนวทางในการลงมือทำ

จงเชื่อในความคิดของตัวเอง แต่อย่าเชื่อรุ่นพี่ของคุณ…

***หากสนใจอ่านแนวคิดเพื่อสร้างฐานะ ให้เกษียณรวยเร็วขึ้น
อ่าน Ebook ที่ >>>คิดได้วันนี้ อีก 10 ปีเกษียณรวย <<<

Thanks for images

Car: Designed by Fanjianhua

Home: Designed by Xb100

Change:Designed by Ijeab

ผู้เขียน: ปุ้ย-ธวัชชัย

ผมเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์ ผมบวชเรียนจนจบ ม.6 ได้เรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยต่อว่าโชคชะตา ค่อยๆ ทำธุรกิจเล็กๆ เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง พอได้เงินมาก็วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ จนมาถึงวันที่ครอบครัวของผมได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *