บทที่ 2 – ตีโจทย์ให้แตก เรียนเพื่ออะไร จะได้ไม่เสียเวลา

ตีโจทย์ให้แตก เรียนไปเพื่ออะไร จะได้ไม่เสียเวลา

เรียนไปเพื่ออะไร?

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องการวางแผนทางการเงิน ผมขอพูดถึงเรื่องการศึกษาของคนไทยก่อนนะครับ

เรียนทำไม เรียนเพื่ออะไร

ปัจจุบันมีโรงเรียนอยู่มากมายหลายแห่งให้น้องๆ นักเรียนได้เลือกเรียนกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน หรือแม้แต่การศึกษานอกระบบ นอกจากนี้ ยังมีวิทยาลัยการอาชีพที่เปิดสอนระดับ ปวช. และ ปวส. รวมถึงมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้บ้าน เรียกได้ว่าสะดวกสบายหลากหลายมาก จนไม่รู้จะเรียนอะไรดี สำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่ เคยถามตัวเองหรือไม่ครับว่าคุณกำลังเรียนไปเพื่ออะไร?

หากคำตอบของคุณคือ เรียนเพราะหน้าที่ ผมคิดว่า คุณกำลังมาผิดทางครับ คุณจะไม่ได้อะไรกับการเรียนเลย ไม่ใช่เพราะการศึกษาไม่ดีนะครับ แต่ที่ผมจะพูดคือ ผู้เรียนยังไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องการอะไรกับการเรียน จบไปแล้วจะได้อะไร หรืออยากจะเป็นอะไร สุดท้ายแล้วจะทำให้คุณเสียเวลาไปกับการศึกษา โดยที่ไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรที่ชัดเจน เมื่อเรียนครบกำหนดตามหลักสูตร สิ่งที่ได้อาจจะเป็นเพียงแค่ใบประกาศ 1 ใบ เพื่อนำไปใช้ในการหางานทำเท่านั้น

อย่าลืมนะครับว่า ในทุกๆ ปี มีคนที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเหมือนๆ กับคุณอีกมากมาย และกำลังนำใบประกาศใบนี้ไปสมัครงาน เช่นเดียวกันกับคุณ หากคุณต้องการที่จะทำงานในหน่วยงานของรัฐ ต้องการสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วย คุณรู้หรือไม่ว่า ในการไปสมัครสอบบรรจุแต่ละครั้ง มีผู้สมัครสอบจำนวนเท่าไหร่ รับรองได้ว่า ไม่ได้มีเพียงบัณฑิตรุ่นเดียวกับคุณเท่านั้น แต่ยังมีรุ่นพี่ที่รอสมัครอีกหลายสิบรุ่น ที่รอคอยโอกาสนี้เช่นเดียวกัน สนามสอบจึงแออัดไปด้วยผู้คนที่รอคอย ทำให้โอกาสของคุณเหลือน้อยลงไปทุกปีๆ

แต่หากสนใจเข้าทำงานในบริษัทเอกชน โอกาสก็เปิดกว้างขึ้นครับ แต่นักศึกษาจบใหม่ก็มีทางเลือกไม่มากนัก เนื่องจากเด็กจบใหม่ไม่ได้มีประสบการณ์ในการทำงาน กิจกรรมที่เข้าร่วมในมหาวิทยาลัยก็น้อยนัก ยิ่งมีเงินจากกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ก็ยิ่งทำให้นักเรียนนักศึกษาขี้เกียจมากขึ้น แทนที่จะใช้เวลาว่างจากการเรียนไปทำงานพิเศษเพื่อหารายได้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปพร้อมกับการเรียน แต่กลับเอาเวลาเหล่านี้ไปใช้กิน เล่น เที่ยว สุดท้ายเมื่อถึงเวลาที่จบการศึกษาตามหลักสูตร ทำให้ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานอะไร ยังดีที่บางสาขาวิชายังมีการบังคับให้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพตามหน่วยงานต่างๆ ทำให้พอมีอะไรไปเขียนลงในประวัติสมัครงานได้บ้าง

ความท้าทายสำหรับเด็กจบใหม่

เชื่อว่าเด็กที่จบใหม่หลายคน ไม่รู้ว่าจะต้องลงเงินเดือนที่ตัวเองต้องการเท่าไหร่ สำหรับบริษัทแรก หากจะลงเงินเดือนสูงก็กลัวไม่ได้งาน   หากจะลงน้อยก็กลัวไม่พอใช้ หลายคนมักจะหันไปปรึกษาเพื่อน ว่าควรจะ  ลงเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม หลายคนก็ตอบไม่ได้ เลยเขียนไปว่า ตามโครงสร้างของบริษัท สำหรับผมแล้ว มันเป็นอะไรที่น่าคิดมากครับ ทั้งๆ ที่ในเรื่องของเงินเดือนเป็นสิ่งที่เราควรจะเป็นคนกำหนดได้เอง หากบริษัทที่สมัครไม่สามารถให้ค่าจ้างได้ตามที่ต้องการ เราก็ควรเลือกทำงานกับบริษัทที่ตอบโจทย์เราได้

คำถามคือแล้วคุณมีดีอะไรบ้าง? นั่นสิ…..หลายคนยังไม่กล้าที่จะตอบคำถามนี้เลย การที่ไปสมัครงานเพราะมีดีอะไรบ้างที่จะไปสนับสนุนให้บริษัทสามารถเติบโตได้ สิ่งที่ผมจะพูดในที่นี้ผมเรียกมันว่า คุณค่า (Value) ซึ่งดูจาก ทักษะเฉพาะด้าน (Skills) ที่คุณมี

คุณลองดู ประวัติย่อ ของคนที่สมัครงานนะครับ คนส่วนใหญ่ เขียนทักษะเฉพาะด้านที่ดูแล้วไม่ได้แตกต่างอะไรจากคนอื่นเลย เช่น ฉันสามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานได้ ฉันสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ ฉันเป็นคนขยัน ฉันเป็นคนดี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอครับ หากทักษะเฉพาะด้านที่คุณเขียนไปนั้น เป็นพื้นฐานที่คนทั่วไปสามารถทำได้เช่นกัน จึงไม่ทำให้คุณโดดเด่นแตกต่าง  ในเมื่อมองดูธรรมดา ก็คงไม่กล้าที่จะเรียกร้องเงินเดือนที่ต้องการมากเท่าไหร่

แล้วบริษัทเขาต้องการอะไรจากคุณ? แน่นอนว่า การที่บริษัทจะจ้างใครคนใดคนหนึ่งเข้ามาทำงานนั้น เขามีความเสี่ยงอยู่แล้ว เนื่องจากในเดือนแรกบริษัทต้องจ้างคุณเข้าทำงานพร้อมกับสอนงานต่างๆ ให้กับคุณ และหวังว่าอีก 3-4 เดือนข้างหน้า เมื่อคุณเป็นงานแล้ว คุณจะเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเอง เข้าใจภาพรวมของบริษัท และดึงทักษะความสามารถที่คุณมีออกมาเพื่อที่จะพัฒนาบริษัทต่อไปได้อย่างเต็มที่

บางคนเข้าทำงานได้เพียงเดือนเดียวก็ลาออกไป บางคนไม่ผ่านแม้แต่การทดลองงานด้วยซ้ำ หรือบางคนทำงานได้สักระยะหนึ่งก็คิดว่า งานที่ทำอยู่นั้นไม่เหมาะสมกับตัวเองและจบด้วยการลาออก จะเห็นได้ว่า คุณไม่ได้เสี่ยงอะไรเลยครับ แต่บริษัทต่างหากที่เสี่ยงตั้งแต่ต้น

ดังนั้นสิ่งที่บริษัทต้องการ คือ คนที่จะขับเคลื่อนบริษัทให้เติบโตไปได้ ทั้งในระดับปฏิบัติการ และระดับบริหาร

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เรียกว่า เป็นคนมีของ หรือเป็นคนที่มีความสามารถ รู้และเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจที่กำลังจะเข้าสมัครงานเป็นอย่างดี และคิดว่า เมื่อได้เข้าไปทำงานแล้วจะสามารถนำพาบริษัทให้เติบโตไปข้างหน้าได้จริง คุณควรที่จะเรียกเงินเดือนตามที่คุณต้องการได้เลยครับ

แต่ในโลกของความเป็นจริง เด็กจบใหม่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความสามารถเฉพาะด้านหรือมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ตัวเองเรียนเท่าที่ควร ไม่รู้แม้กระทั่งว่าหากเข้าไปทำงานในบริษัทนี้จะสามารถทำงานได้ นานเท่าไหร่ หากได้ทำงานที่นี่สัก 5-10 ปี ข้างหน้า ก็ยังตอบไม่ได้ว่า จะได้ทำงานตำแหน่งอะไรในบริษัท จะมีความสามารถเพียงพอที่จะเลื่อนขั้นหรือไม่ จึงไม่กล้าที่จะเรียกร้องเงินเดือนตามที่ตัวเองต้องการ จึงปล่อยให้นายจ้างระบุตามโครงสร้างของบริษัทแทน

บริษัทต้องการคนที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโต

พนักงานแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. พนักงานทั่วไป

คือ พนักงานที่บริษัทสามารถฝึกใครก็ได้มาทำงานในตำแหน่งนี้ เมื่อมีคนหนึ่งลาออก ก็สามารถหาคนมาชดเชยได้ทันที พนักงานในกลุ่มนี้จะไม่มีอำนาจในการต่อรองเรื่องเงินค่าจ้างได้มากนัก

2. พนักงานที่จำเป็นต่อบริษัท

คือ พนักงานที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของบริษัทเป็นอย่างมาก เป็นคนที่รู้จริงในสายงาน เป็นน็อต ตัวสำคัญ หากขาดคุณแล้ว บริษัทไปต่อไม่ได้ หรือไปได้ก็อาจจะลำบากหน่อย จึงทำให้คุณมีอำนาจในการต่อรอง ทั้งเรื่องเงินเดือน สิทธิประโยชน์ และเรื่องเวลา บริษัทจะยืดหยุ่นให้ตามความต้องการของคุณ

คุณเคยสังเกตไหมครับว่า ทำไมเวลาสัมภาษณ์งาน จึงมีคำถามที่ว่า อีก 5 ปีข้างหน้า คุณคิดว่า คุณจะอยู่ตรงไหนหรือตำแหน่งไหนของบริษัท? คำถามในลักษณะนี้ จะเป็นคำถามเชิงวิสัยทัศน์ครับ เพื่อที่จะแยกได้ว่าคุณมีความสำคัญต่อองค์กรมากเพียงใดนั่นเอง

ดังนั้น หากได้เรียนสาขาใดๆ แล้ว อย่าได้เรียนแต่ในตำราเพื่อให้จบตามหลักสูตรเพียงอย่างเดียว คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเรียนรู้เพื่อให้มีทักษะพิเศษอันจะนำไปสู่การเป็นพนักงานที่บริษัทขาดไม่ได้ เมื่อคุณเข้าใจและมีประสบการณ์การทำงานจนบริษัทขาดคุณไม่ได้แล้ว คุณจะเข้าใจเองว่า ระบบที่สำเร็จที่จะเปลี่ยนอิสรภาพทางการเงินของคุณนั้นเป็นอย่างไร

พูดง่ายๆ คือ คุณจะเรียนรู้และพัฒนาจนเป็นเจ้าของระบบได้ในที่สุด

>>> แนะนำ 9 เว็บไซต์หางาน Part Time ที่น่าสนใจ เอาใจวัยทีนคนขยัน

การศึกษาในยุคปัจจุบัน

โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปมากจากอดีต ในยุคที่ Internet เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ในยุคที่ทุกคนต่างใช้ Social Network เป็น ทำให้การศึกษาหรือการเรียนแบบเดิมๆ ไม่ทันต่อโลกของการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะการเข้ามาของเทคโนโลยีนำมาซึ่งความท้าทายหลากหลายรูปแบบ เช่น หลายบริษัทเริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ หรือรูปแบบการชำระค่าบริการต่างๆ ผ่านบริการธนาคารบนอินเทอร์เน็ต (Internet banking) โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปยังธนาคารอีกต่อไป หากต้องการสั่งซื้อสินค้า ก็สามารถที่จะสั่งซื้อได้ง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้วคลิกผ่านระบบ E-Commerce และรอรับของที่บ้านได้เลย

เมื่อทุกอย่างง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น แต่รูปแบบการเรียนการสอนยังคงเป็นรูปแบบเดิม ยังคงอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ยังคงเรียนตามหลักสูตรเพื่อให้จบตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โอกาสที่คุณจะไม่มีงานทำกำลังรออยู่

เปลี่ยนตัวเอง

หากระบบการศึกษาของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ผมแนะนำให้คุณหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเองแทนครับ การศึกษาเพื่ออนาคตของคุณ จะไม่ใช่  การเรียนทุกอย่างแบบกว้างๆ แต่ไม่ลึกอีกต่อไป

เรียนกว้างแต่ไม่ลึกหมายถึงอะไร?

จากมุมมองของผม การเรียนกว้างแต่ไม่ลึก คือการที่คุณต้องเรียนอย่างหลากหลายวิชา แต่คุณกลับไม่รู้หรือเข้าใจในวิชานั้นๆ อย่างถ่องแท้

แล้วเราจำเป็นต้องเก่งทุกวิชาหรือไม่? ไม่เลยครับ ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมมีความเชื่อว่าขอให้คุณเก่งแค่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เพียงพอแล้วในการที่จะประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องของการเงินและการงานในอนาคต

ตัวอย่างของคนที่เชี่ยวชาญอย่างใดอย่างหนึ่งจนสำเร็จ

มีตัวอย่างมากมายของคนที่เก่งเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งและประสบความสำเร็จ ผมมีตัวอย่างคนที่รู้ลึกและรู้จริง ทั้งในไทยและต่างประเทศนะครับ ให้พอเห็นภาพ

ในประเทศไทย

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

จากอดีตเด็กเกเร ไม่ตั้งใจเรียนสู่ผู้ที่รู้ลึก รู้จริงในเรื่องของศิลปะทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นจิตรกรที่มีฝีมือและมีชื่อเสียงที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงในเรื่องการงาน จนบันดาลเงินมาให้อย่างไม่รู้จบ

***ขอบคุณภาพจาก news-lifestyle.com

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผู้รู้จริงในเรื่องของการลงทุนในหุ้นและเป็นต้นตำรับของแนวคิดการลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่าคนแรกใน ประเทศไทย ท่านก็ประสบความสำเร็จในระดับสูงตามแนวทางของท่าน

***ขอบคุณภาพจาก abzolute.in.th 

คุณตัน ภาสกรนที

คุณตัน ภาสกรนที

เป็นบุคคลที่ไม่ได้มีโปรไฟล์ด้านการศึกษา ที่สวยหรูเหมือนคนอื่น แต่ชื่นชอบการค้าขายตั้งแต่เด็ก มีความขยัน มีแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร ที่ผ่านมามีทั้งธุรกิจที่ทำแล้วสำเร็จและล้มเหลว ด้วยความตั้งใจจริง จึงได้ประสบผลสำเร็จในธุรกิจเครื่องดื่ม เป็นที่รู้จักกันในนาม “ตัน อิชิตัน”

***ขอบคุณภาพจาก moneyhub.in.th

คุณอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ (ต๊อบ เถ้าแก่น้อย)

คุณอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์

จากเด็กติดเกมคนหนึ่ง ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กไม่เอาถ่าน แต่ชื่นชอบการอ่านประวัติของนักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จมากมาย และผันตัวมาเป็นวัยรุ่นที่สร้างรายได้อย่างมหาศาลจากการคิดค้นสาหร่ายทอดกรอบภายใต้แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” ออกจำหน่าย จนประสบผลสำเร็จตั้งแต่อายุเพียง 23 ปี

***ขอบคุณภาพจาก leaderwings.co

ในต่างประเทศ

ไมเคิล เดลล์ (Michael Dell)

Michael Dell

ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Dell เขาหยุดเรียนตั้งแต่อายุ 19 ปีเพื่อออกมาก่อตั้งบริษัทของตัวเองที่ชื่อว่า PC’s Limited แล้วภายหลังมีการเปลี่ยนชื่อเป็น Dell, Inc. ในที่สุดได้กลายเป็นผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ และเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปี 1996 แต่สิ่งที่เขาหลงใหลเชี่ยวชาญมากที่สุดวิธีการประกอบคอมพิวเตอร์นั่นเอง จนนำมาซึ่งการผลิตคอมพิวเตอร์และ Notebook ยี่ห้อ Dell ที่มีใช้กันทั่วโลก

บิล เกตส์ (Bill Gates)

Bill Gates

ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Microsoft ถึงแม้ว่าเขาจะได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ด้วยความที่หลงใหลในการพัฒนาและผลิตซอฟต์แวร์ จึงได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อมาเริ่มก่อตั้งบริษัทของตัวเอง ท้ายที่สุดได้ก่อตั้งบริษัทผลิตซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่าบริษัท Microsoft จนกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในปี 1995 – 2006

สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs)

Steve Jobs

ผู้ก่อตั้ง Apple ถือได้ว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่พิสูจน์แล้วว่าการมีความตั้งใจจริง มีทักษะเฉพาะด้านนั้นนำมาซึ่งความสำเร็จในระดับสูง สตีฟ จ็อบส์ ก็เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกันเพราะฐานะทางการเงิน จนต้องลาออกไปทำงานพัฒนาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ จนในที่สุด สามารถก่อตั้งบริษัท  Apple  ได้เริ่มจากผลิตเครื่องแมคอินทอช คอมพิวเตอร์ยุคแรกๆ และได้พัฒนาระบบสมาร์ทโฟนให้เราได้ใช้กัน เช่น iPad และ iPhone  จนทำให้ Apple  กลายเป็นบริษัทผู้นำในกลุ่มเทคโนโลยี

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg)

Mark Zuckerberg

ผู้ก่อตั้ง Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่เชื่อมคนทั้งโลกเข้าไว้ด้วยกัน โดยผู้คนนิยมใช้กันแพร่หลายทั่วโลก เพราะสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมของคนในสังคมที่สนใจอยากรู้ อยากติดตามข่าวสารของเพื่อนๆ ด้วยความนิยมเช่นนี้ทำให้เขาสามารถทำเงินได้มหาศาลเป็นมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในโลก แต่ในขณะที่เขาเริ่มทำเว็บไซต์ใหม่ๆ เขาก็เริ่มทำตั้งแต่สมัยเรียนที่ฮาร์วาร์ด เมื่อเว็บไซต์ได้รับความนิยมมากๆ จึงได้หยุดเรียนและลาออกมาบริหารเต็มตัว

ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า ผมส่งเสริมให้คุณลาออกจากการเรียนแล้วไปหางานทำหรือไปก่อตั้งบริษัทนะครับ แต่ผมต้องการสื่อว่า คุณอาจจะเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จได้ในอนาคต แต่คุณจำเป็นต้องรู้ลึกและรู้จริง อาจจะไม่ใช่วิชาที่คุณเรียน แต่อาจจะเป็นสิ่งที่คุณชอบเป็นการส่วนตัวหรือเป็นงานอดิเรกที่คุณหันมาศึกษามันจากช่องทางการศึกษาอื่นๆ ที่พอจะหาได้ เช่น เรียนผ่าน Youtube หรือไปเข้าคอร์สเรียนเฉพาะทางที่มีการเปิดสอนตามที่คุณสนใจ แล้วลองลงมือทำ จนกระทั่งคุณทำเป็น ทำได้ และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ

เปลี่ยนจากการรู้กว้างมาเป็นรู้ลึก

กลับไปที่เรื่องของการเรียนนะครับ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้ลึกรู้จริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในระหว่างที่เรียนวิชาพื้นฐานไปพร้อมกับเพื่อนๆ เมื่อถึงวันที่สำเร็จการศึกษา นอกจากจะได้ใบประกาศ 1 ใบมาแล้ว คุณยังมีความพร้อมกว่าเพื่อนคนอื่นๆ อีก เพราะมีความรู้เฉพาะด้านนั่นเอง

ถ้าหากว่าคุณรู้จริงเกี่ยวกับทักษะความสามารถในสาขานั้นๆ โลกของการทำงานเปิดกว้างตั้งแต่คุณยังไม่ต้องสมัครทำงานด้วยซ้ำ คุณสามารถนำความรู้ความสามารถที่มี ลองทำอะไรที่เป็นของตัวเองโดยใช้งบประมาณไม่มากก็อาจนำไปสู่ความสำเร็จได้

เห็นไหมครับว่า การรู้ลึก มีความสำคัญจริงๆ ถ้าระบบการศึกษาไม่เปลี่ยนตามยุคสมัย  คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคเทคโนโลยี

เลือกเรียนเพราะอยากเรียน

ที่ผมพูดเช่นนั้นเพราะผมอยากให้น้องๆ ที่กำลังจะศึกษาต่อได้เลือกศึกษาในสาขาวิชาที่ตัวเองสนใจเรียนจริงๆ การได้เรียนอะไรที่ตัวเองชอบ มักจะเรียนออกมาได้ดีเสมอ และทำได้ดีกว่าที่คาดไว้

ผมไม่แนะนำให้ไปเรียนตามสิ่งที่พ่อแม่ชอบ เพื่อนชอบ หรือสิ่งที่สังคมอยากให้เป็น  เพราะท้ายที่สุดแล้วคนที่จะรับผิดชอบชีวิตคุณในอนาคต ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือตัวคุณเอง

เลือกเส้นทางเดินของตัวเองให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น แล้วคุณจะไม่เสียใจ และเสียเวลา อย่าลืมนะครับ ว่าเป้าหมายแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากคุณต้องการประสบความสำเร็จภายในเวลาไม่กี่ปี คุณจำเป็นต้องเลือกแผนหรือเส้นทางเดินที่มีโอกาสเสี่ยงน้อยที่สุดเพื่อให้คุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วที่สุด

ถามตัวเอง

เคยถามตัวเองสักครั้งไหม ว่าตัวเองอยากเป็นอะไรกันแน่ ใจจริงแล้ว คุณอยากเป็นหมอ หรืออยากเป็นเจ้าของโรงพยาบาล อยากเป็นครู หรืออยากเป็นผู้บริหารโรงเรียน

ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อน อะไรที่คุณอยากทำแล้วรู้สึกมีความสุข เลือกเส้นทางฝันของตัวเอง เลือกสาขาเรียนที่ตัวเองชอบ แล้วอนาคตก็จะอยู่ในกำมือของคุณ

รู้ลึก รู้จริง รู้ใจตัวเอง

เท่ากับว่า คุณเข้าใกล้ความสำเร็จแล้วครับ

***หากสนใจอ่านแนวคิดเพื่อสร้างฐานะ ให้เกษียณรวยเร็วขึ้น
อ่าน Ebook ที่ >>>คิดได้วันนี้ อีก 10 ปีเกษียณรวย <<<
About ปุ้ย-ธวัชชัย 75 Articles
ผมเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์ ผมบวชเรียนจนจบ ม.6 ได้เรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยต่อว่าโชคชะตา ค่อยๆ ทำธุรกิจเล็กๆ เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง พอได้เงินมาก็วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ จนมาถึงวันที่ครอบครัวของผมได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

3 Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*