อยากจะลงทุน เล่นหุ้นเริ่มต้นกี่บาท คำถามสำหรับมือใหม่ หาคำตอบได้ที่นี่

อยากจะลงทุน เล่นหุ้นเริ่มต้นกี่บาท

อยากจะลงทุน เล่นหุ้นเริ่มต้นกี่บาท น่าจะเป็นคำถามสำหรับมือใหม่ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่คนไทยเริ่มสนใจเรียนรู้วิธีการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากการฝากเงินในธนาคารเพียงอย่างเดียว ข่าวดีก็คือว่า คุณไม่ต้องใช้เงินมากมายเลย ก็สามารถเข้ามาชิมลางในตลาดหุ้นได้ครับ

ยิ่งปี 2019 นี้ ตลาดหุ้นค่อนไปทางลง ถือว่าเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน เพราะหุ้นหลายตัวราคาปรับลดลง แต่หากเราเข้าไปในตลาดช่วงที่รุ่งเรืองมากๆ ช่วงนั้น อาจเป็นจังหวะที่จะได้ซื้อของในราคาแพง

อยากจะลงทุน เล่นหุ้นเริ่มต้นกี่บาท

#ไม่มีกำหนดตายตัวว่ากี่บาท

ฉันต้องมีเงินกี่บาทถึงจะเล่นหุ้นได้? ต้องเตรียมไว้เท่าไหร่กันแน่? คำตอบคือ ปัจจุบันไม่ได้มีกำหนดตายตัวว่าจะต้องมีเงินกี่บาทถึงจะเล่นหุ้น หรือเปิดบัญชีหุ้น ได้ เพราะขึ้นอยู่กับการพูดคุยกับเงื่อนไขของแต่ละโบรกเกอร์ แต่ที่อยากจะแนะนำคือ ถ้าอยากได้วิชาหุ้น อาจจะต้องกันเงินมาไว้สัก 5,000 หรือ 10,000 บาทกำลังดีเลย เพราะถ้าน้อยกว่านี้ เราจะซื้อหุ้นได้ไม่กี่หุ้น หรือซื้อหุ้นได้ไม่กี่ตัว ซึ่งเวลาเราซื้อหุ้นนั้น ขั้นต่ำคือ 100 หุ้น

สมมุติหุ้น A ราคา 1 บาทต่อหุ้น ถ้าเราซื้อขั้นต่ำ 100 หุ้น ก็ใช้เงิน 100 บาท เทียบกับหุ้น B ราคาหุ้นละ 200 บาท ถ้าเราซื้อขั้นต่ำ 100 หุ้น ก็จะต้องใช้เงิน 20,000 บาท เป็นต้น แต่ทุกครั้งที่เราซื้อหรือขายจะต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย ซึ่งแต่ละที่จะไม่เท่ากัน

เริ่มต้นเปิดบัญชีก่อน

การเริ่มต้นเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นนั้น จะต้องทำอย่างไรบ้าง? อันดับแรกต้องเปิดบัญชีก่อน เหมือนกับกับถ้าเราจะฝากเงินต้องเปิดบัญชีกับธนาคาร แต่ถ้าจะลงทุนหุ้นต้องเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ หรือ โบรกเกอร์ ซึ่งในไทยจะมีมากกว่า 30 บริษัทให้เราเลือก แล้วแต่ที่ชอบเลย โดยจะมีให้เราเลือก 3 ประเภทบัญชี คือ

1.บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance / Cash Deposit)

2.บัญชีเงินสด (Cash Account)

3.บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account)

#ต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์

ทีนี้ก่อนจะไปเปิดบัญชี ดูสักนิดอายุเราครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือยัง ถ้ายังไม่ถึงก็ไม่ต้องรีบร้อน ให้ใช้ช่วงเวลานี้ศึกษาหาความรู้ไปก่อน เพราะบางคนอายุถึงแล้วก็จริงแต่ความรู้เรายังไม่มี แต่อารมณ์แบบวัยรุ่นใจร้อน อยากลงทุน อยากลอง ก็ลุยเลย ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

เอาล่ะ หากเราจะเปิดบัญชี ให้เตรียมเอกสารให้พร้อม หลักๆ ที่ต้องใช้คือ (1)สำเนาบัตรประชาชน (2) สำเนาทะเบียนบ้าน (3) สำเนาสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ย้อนหลัง 6 เดือน

#มือใหม่ควรเปิด “บัญชีแคชบาลานซ์”

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า บัญชีหุ้นมี 3 ประเภท คราวนี้ขอแนะนำสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดหุ้น บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance / Cash Deposit)จะเหมาะกับคุณมากที่สุด

เพราะว่าบัญชีแคชบาลานซ์ เป็นบัญชีที่ใช้เฉพาะเงินของเราในการซื้อขาย ไม่เกี่ยวกับการใช้วงเงินกู้ยืมจากโบรกเกอร์ (ซึ่งบัญชีประเภทอื่นจะมีให้ยืม) หรือเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ คล้ายๆ กับบัตรเดบิต นั่นหมายความว่า ถ้าเงินในบัญชีหุ้นที่คุณเปิดไว้กับโบรกฯ มีเงินอยู่ 500 บาท คุณก็สั่งซื้อหุ้นได้ไม่เกิน 500 บาท หรือถ้าจะซื้อเกินจาก 500 บาทนี้คุณก็ต้องโอนเงินเข้ามาเติมตามจำนวนที่ซื้อ

โดยสรุปคือ ซื้อเท่าไหร่จ่ายเท่านั้นด้วยเงินของคุณเองไม่มีการยืมจากโบรกฯ ทำให้จำกัดการลงทุนของคุณ มันดีสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เก่งมากนัก และมีเงินไม่มากนัก แต่อยากจะทดลองเล่นหุ้น

ส่วนบัญชีอีก 2 ประเภทอาจจะไม่เหมาะกับมือใหม่ก็จริง แต่ไหนๆ ก็อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ควรจะรู้ไว้ จะได้คุยกับเขารู้เรื่อง หรืออย่างน้อย เกิดวันข้างหน้าเราลงทุนเก่งขึ้น เข้าใจกลไกการซื้อขายหุ้นมากขึ้น มีเงินมากขึ้น รับความเสี่ยงได้มากขึ้นตามความรู้ที่เพิ่มขึ้น ก็อาจขยับมาซื้อขายหุ้นด้วยบัญชีอีก 2 ประเภทนี้ที่จะกล่าวถึง คือ

บัญชีเงินสด (Cash Account)  บัญชีประเภทนี้คือ เราซื้อขายหุ้นได้ตามวงเงินที่โบรกฯ ให้เรา ขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ มันจะคล้ายกับ เราได้วงเงินบัตรเครดิตนั่นแหละ คือ “ซื้อหุ้นไปก่อน ค่อยจ่ายเงินทีหลัง” ถามว่าวงเงินเท่าไหร่ อันนี้ขึ้นอยู่กับเครดิตของเรา โบรกฯ เขาจะดูให้เหมาะสมกับฐานะคุณ คล้ายๆ กับ เวลาที่แบงก์จะปล่อยสินเชื่อให้เรา ที่เขาจะต้องดูความมั่นคงของเรา ความสามารถในการชำระหนี้ของเรา เป็นต้น

บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) หรือเรียกอีกอย่างว่า บัญชีเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance) บัญชีนี้เหมาะสำหรับ นักลงทุนที่ชั่วโมงบินสูง ประสบการณ์โชกโชน เพราะว่าเวลาซื้อหุ้นจะใช้เงินเราส่วนหนึ่ง และเงินโบรกเกอร์อีกส่วนหนึ่งซึ่งเงินในส่วนของโบรกฯ นี้จะถือเป็นเงินกู้ของเรา โดยเราจะงินกู้ต้องแลกกับการนำเงินสดหรือหุ้นมาค้ำประกัน และเราก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ด้วย

สิ่งที่น่ากลัวของบัญชีแบบนี้คือ หากหุ้นที่เราใช้เป็นหลักประกัน ราคาปรับตัวลงมาจนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในการกู้เงินกับโบรกฯ ทางโบรกฯ อาจจะบังคับให้เราวางเงินเพิ่ม หรือถ้าเราไม่มีเงินใส่เพิ่ม โบรกฯ อาจจะบังคับขาย (Forced Sell) หุ้นของเรา เพื่อรักษาอัตรามาร์จิ้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด

+++++++++++++++++++

***หากสนใจอ่านแนวคิดเพื่อสร้างฐานะ ให้เกษียณรวยเร็วขึ้น
อ่าน Ebook ที่ >>>คิดได้วันนี้ อีก 10 ปีเกษียณรวย <<<
About ปุ้ย-ธวัชชัย 75 Articles
ผมเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์ ผมบวชเรียนจนจบ ม.6 ได้เรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยต่อว่าโชคชะตา ค่อยๆ ทำธุรกิจเล็กๆ เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง พอได้เงินมาก็วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ จนมาถึงวันที่ครอบครัวของผมได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*