สร้างฐานะได้ในวัย 30 กว่า แต่ก็ยังถือว่าช้าเกินไปสำหรับพ่อ

ดูแลพ่อตอนลูกอายุ 30 กว่า ยังช้าเกินไป

ผมเล่าเรื่องราวของผมให้เพื่อนๆ ฟัง เพราะอยากจะสื่อให้ฟังว่า ผมเคยคิดมาตลอดว่า ผมต้องรีบสำเร็จในชีวิต ต้องมีเงินมีทอง พ่อแม่เรายากจน อยู่ในสังคมชนบท อยากให้ท่านได้เที่ยวบ้าง ได้กินอาหารดีๆ บ้าง ไม่อยากให้ท่านทำงานหนักอีกต่อไป ผมสำเร็จในการสร้างฐานะ ในช่วงอายุ 30 กว่า คิดว่าเร็วแล้ว แต่สำหรับพ่อกับแม่ของผมแล้ว ยังถือว่าช้าเกินไป เพราะสุขภาพของพ่อกับแม่ไม่เหมือนเดิม เวลาของพวกท่านน้อยลงไปทุกที จึงอยากจะบอกลูกๆ ทุกคนว่า หากทำอะไรได้ ทำเลยนะครับ สิ่งดีๆ คิดถึงให้โทรหา ไปเยี่ยมท่านบ่อยๆ อะไรดีๆ หาไปให้ทาน เราทำวันนี้เลยดีกว่ารอให้สายเกินไป ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของผมครับ

สร้างฐานะได้ในวัย 30 กว่า แต่ก็ยังถือว่าช้าเกินไปสำหรับพ่อ (เรื่องราวจริงของผมครับ)

ตอนที่ 1 – หัวอกแม่ตอนลูกบวชเรียนอายุ 13 ปี

ชีวิตตอนบวชเรียน

หลังจากผมจบ ป. 6 จากโรงเรียนระดับชั้นประถมในหมู่บ้าน ในช่วงนั้นเพื่อนรุ่นเดียวกันต่างกำลังตื่นเต้นกับการหาโรงเรียนมัธยมแห่งใหม่ บางคนก็บอกว่าจะไปเรียนโรงเรียนในอำเภอ บางคนก็จะไปเรียนโรงเรียนในตัวจังหวัดกันเลยทีเดียว แต่ส่วนตัวผมเองนั้นกลับมืดแปดด้าน…

ความจริงก่อนที่จะจบภาคการศึกษาสุดท้าย มีโรงเรียนระดับมัธยมเข้ามาแนะแนวที่โรงเรียนของผมมากมาย ผมเองก็ร่วมฟังกับเพื่อน แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ส่งใบสมัครสักที่ ไม่ใช่เพราะไม่อยากเรียน แต่เป็นเพราะพ่อกับแม่ได้บอกไว้ก่อนแล้วว่า “พ่อแม่ไม่มีเงินส่งเรียนนะลูก” ด้วยคำนี้เองผมจึงไม่รู้ว่าอนาคตจะไปไหน จะทำอะไร จะเป็นยังไง…ไม่รู้จริงๆ

โชคยังเข้าข้างที่ผมมีพี่ชายลูกพี่ลูกน้อง ได้ไปบวชเณรเพื่อเรียนหนังสืออยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ได้แจ้งข่าวว่า หากไม่มีที่ไปให้ไปบวชเรียนก็ได้ พี่เณรจะไปฝากให้ …น่าเอ็นดูกับเด็กชายผู้ช่างไร้เดียงสา เพราะในวันนั้น “การบวชเรียนคืออะไร?” ผมเองก็ยังไม่รู้จักเลย แต่เมื่อพ่อกับแม่บอกว่าอยากให้ลูกบวชนะ เด็กชายก็เลยว่าง่าย พ่อแม่ว่าอย่างไรผมก็ว่าตาม

หลังจากบวชได้ 1 เดือนที่วัดบ้านเกิด จนเมื่อถึงเวลาโรงเรียนพระปริยัติเปิดเทอม คราวนี้แหละที่ผมต้องไปจริงๆ จากจังหวัดสกลนคร มุ่งหน้าสู่ วัดหนองแวงพระอารามหลวง จังหวัดขอนแก่น ไปอาศัยความเมตตาของหลวงพ่อคูณ ขนฺติโก (พระธรรมวิสุทธาจารย์) เจ้าอาวาสวัด โดยการเดินทางไปที่จังหวัดขอนแก่นในครั้งนี้ เป็นการเดินทางไกลเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้

ในวันนั้นถามว่าใจหายไหม? บอกเลยว่ามากครับ เพราะอายุเพียงเท่านี้และยังไม่เคยห่างอกแม่ไปอยู่ที่ไหน ส่วนพ่อกับแม่ผมเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

…เณรน้อยอายุ 13 ปี เรียนรู้การทำกิจวัตรใหม่อย่างตั้งอกตั้งใจ อุปฐากพระอาจารย์ตามที่ท่านได้สอน หลังจากเสร็จกิจแล้ว ผมก็ได้ไปเรียนหนังสือต่อ พอกลับมาก็ได้ปัดกวาดลานวัดตอนเย็น ทำวัตรเย็น สวดมนต์ ทำสมาธิตามโปรแกรมที่ทางวัดกำหนด

สำหรับการบวชเรียนนั้น แน่นอนว่าวิชาทางธรรมย่อมเด่นกว่าวิชาทางโลก รอบเช้า เราได้เรียนวิชาทางพระก่อนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาบาลี ต้องทำให้เข้าใจด้วยวิธีท่องจำ ส่วนวิธีการฝึกท่องจำของเณรน้อยคือ ชอบไปจุดเทียนท่องหนังสือไวยากรณ์และหนังสือแปลบริเวณขอบสระข้างกำแพงวัด เพื่อให้ตอนเช้าจะได้มาสอบปากเปล่ากับพระอาจารย์ ถ้าหากใครจำไม่ได้ ก็มีหวังถูกพระอาจารย์ตีด้วยสายเบรกรถ หรือไม้เรียวตามที่พระอาจารย์สะดวก

พอตกรอบบ่าย เราจะได้เรียนวิชาธรรมะเพื่อจะได้สอบนักธรรมตรี-โท-เอก หลังจากนั้นจึงต่อด้วยวิชาทางโลกซึ่งก็คือวิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ วิชาหลักเหล่านี้เราจะได้เรียนหลังจากโรงเรียนมัธยมทั่วไปเรียนเสร็จแล้ว เพราะคุณครูจะเดินทางมาสอนเราต่อหลังโรงเรียนเหล่านั้นเลิก เณรน้อยก็จะได้เรียนวิชาทางโลกจนถึงรอบ 1 ทุ่ม

ในรุ่นของผมถือว่าเป็นนักเรียน ม.3 รุ่นแรก ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นรุ่นที่ต้องนั่งเรียนในอาคารหลังคามุงหญ้าอยู่เลย หากวันไหนฝนตกก็ต้องหลบน้ำฝน เคลื่อนย้าย หาที่ว่างกันเอง วันไหนไม่มีเรียน เราก็จะได้ไปร่วมขนอิฐ ขนปูน และทำความสะอาดพระมหาธาตุแก่นนคร (พระธาตุ 9 ชั้น)

พระมหาธาตุแก่นนคร
 พระมหาธาตุแก่นนคร วัดหนองแวงพระอารามหลวง

ผมใช้เวลา 3 ปี ก็สอบได้ปริญธรรม 3 ประโยค และสอบได้นักธรรมเอก ในช่วงนั้นผมเริ่มรู้ตัวเองแล้วว่าชอบอะไร อยากจะเรียนต่ออะไรในอนาคต จึงตั้งหน้าตาเรียนวิชาทางโลกเป็นพิเศษ “ภาษาอังกฤษ” เป็นวิชาเดียวที่เข้าหัวที่สุด เพราะหลักการนั้นจะคล้ายกับภาษาบาลีมาก ทำให้ตอนอยู่ ม.6 ผมเลือกจะสอบ Entrance เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเรียนเอกภาษาอังกฤษ

ส่วนแม่กับพ่อจะเดินทางมาเยี่ยมเทอมละ 1 ครั้ง มาทีไร ท่านก็จะหิ้วแตงไทย และผลไม้พื้นบ้านที่เราชอบมาให้ทุกครั้ง ถึงเวลาปิดเทอมผมก็จะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน ไปพักที่วัดในหมู่บ้าน และปฏิบัติตามพระเจ้าอาวาสท่านจะมอบหมายให้ เมื่อถึงเวลาเปิดเทอม ก็จะเดินทางกลับมาที่ขอนแก่นอีก เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ จนวันหนึ่ง น้องชายคนกลางก็ขอบวชด้วย และมาเรียนด้วยกันทั้งสองคนที่ขอนแก่น

ทุกครั้งที่จะต้องจากบ้านมา ดูท่านจะเป็นห่วงมาก เพราะดูจากแววตาของแม่กับพ่อมองเรา “ความห่วง” ที่ต้องให้ลูกไปอยู่ไกลตาตั้งแต่ครั้งแรกเป็นยังไง ทุก ๆ ครั้งที่กลับไปเยี่ยมบ้านและต้องกลับมาเรียนใหม่ แววตาสองคู่นั้นก็ยังเป็นเหมือนเดิม แต่ด้วยความที่เราไม่มีทางเลือกมากนัก แม่กับพ่อจึงจำใจต้องฝากลูกไว้กับพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และเป็นทางเดียวที่พวกเรามี

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว ในวันนี้ที่ผมมีลูกชาย ยังเคยคิดเล่น ๆ ว่าถ้าวันนั้นผมเองเป็นคนปล่อยลูกวัยเพียง 13 ขวบให้ไปอยู่ไกลตา ไม่รู้ว่าผมจะทนได้เท่าพ่อกับแม่ผมไหม จะทำใจได้ขนาดไหน ที่จะให้ลูกไปอยู่ไกลโดยที่เราจะได้เห็นหน้าลูกเพียงปีละ 1 ครั้ง แต่ผมว่าพ่อกับแม่ผมเก่งมากเลยนะ เพราะพวกท่านทำได้ แถมยังทำได้ดีมากด้วย

ตอนที่ 2 – เงินก้อนใหญ่ที่สุดที่พ่อแม่หาได้ ให้ลูกไปเรียน

หลังจากที่รู้ว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เป็นช่วงเวลาที่ผมดีใจที่สุดในชีวิต ดีใจที่จะได้ไปเรียนกับสถาบันในฝันอย่างที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้ ทางโรงเรียนวัดหนองแวงวิทยา ก็ให้กำลังใจและสนับสนุนเต็มที่ ผมได้รับมอบทุนสำหรับเรียนต่อจำนวนหนึ่ง

ส่วนคุณแม่นั้นไม่ต้องพูดถึง ดีใจมากที่ลูกสอบติด ผมเองก็รู้สึกประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ตื่นเต้นยิ่งกว่าใคร ถึงในตอนนั้นอาจมีคนไม่เห็นด้วยบ้าง

กระท่อมน้อย วิมานบนดินที่เรามี
 หลังจากแม่ตัดสินใจขายบ้านแล้ว พ่อกับแม่ก็พากันไปปลูกกระต๊อบน้อยกลางทุ่งนา

**ภาพนี้ได้มาจาก http://www.rukklon.com ดูผ่านๆ แล้วคล้ายกับวิมานปลายนา ที่ครอบครัวผมเคยอยู่ ขอบคุณมากๆ ครับสำหรับภาพ

ญาติ ๆ หรือเพื่อนบ้านที่รู้ข่าวว่าผมสอบติดส่วนใหญ่กลับไม่มีใครสนับสนุนเลยครับ… ใช่ครับคุณอ่านไม่ผิดหรอก นั่นเป็นเพราะในสมัยนั้นมีตัวอย่างให้เห็นน้อยคนนักที่เรียนจบมาแล้วจะได้ดี บางคนไม่ใช่แค่ไม่สนับสนุนนะครับ ตรงกันข้ามกลับบอกว่า “ไม่ต้องให้มันไปเรียนหรอก เดี๋ยวก็เรียนไม่จบ” แต่ที่บ้านผมก็เข้าใจนะเพราะมันเป็นความหวังดี ทุกคนก็แค่กลัวว่าจะเสียเงินเสียทองเปล่าๆ

ถึงอย่างนั้นพ่อกับแม่ผมก็สู้ไม่ถอย ในตอนนั้นปัญหาใหญ่จึงตกอยู่ที่พ่อกับแม่อีกครั้ง เพราะสิ่งที่เราต้องมีก่อนเข้าเรียนก็คือเงินก้อนจำนวน หนึ่งที่จะต้องเตรียมให้พร้อมเพื่อที่จะเอาไว้ให้ลูกชายมารายงานตัว ถึงแม้ว่าผมเองจะแอบกังวลอยู่บ้างเพราะบ้านเราไม่ค่อยมีเงิน แต่พ่อแม่กลับทำให้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่ปัญหา หากลูกต้องการไปเรียน ลูกจะต้องได้เรียน

อาชีพหาปลา
 งานถนัดที่สุดของพ่ออีกอย่างคือ การหาปลา บ้านติดแม่น้ำสงคราม ฝีมือพายเรือและหาปลา ไม่เป็นสองรองใคร

ในตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่หาเงินมาจากไหน เข้าใจว่าพอกับแม่น่าจะไม่มีปัญหาอะไร พอวันต้องลาสิกขาและไปรายงานตัวเพื่อเป็นนักศึกษาใหม่ แม่ได้มอบเงินจำนวน 15,000 บาทให้ โดยไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง เมื่อเริ่มเข้าเรียนผมก็ได้ทำเรื่องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาไปด้วย แต่กว่าเงินจะออกก็ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ดังนั้นเงินจำนวน 15,000 บาทนี้ จึงหมายความว่า ผมต้องใช้ในการทำเรื่องมอบตัวส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือต้องเก็บเอาไว้ใช้ และต้องใช้ให้ได้อย่างน้อยก็ต้องถึง 3 เดือน เงินจำนวนนี้จึงเป็นเงินที่มีค่ามากสำหรับผม

บอกตามตรงเลยว่าการเรียนมหาวิทยาลัยนั้นยากกว่าที่คิดมากมายหลายเท่า เพราะประสบการณ์อยู่ในวัดของผมต่างกับประสบการณ์ของเพื่อน ๆ โดยสิ้นเชิง ไปเรียนช่วงแรกผมจะมีปัญหาเวลาฟังอาจารย์ชาวต่างชาติอย่างมากเพราะฟังไม่ออกเลย ดีที่เพื่อนยังคอยช่วยแปล ทำให้ผมยังตามทัน เทอมแรกเป็นเทอมที่ยากที่สุดสำหรับผมจริง ๆ และสำหรับนักศึกษาใหม่ทุกคน ผมก็คิดว่าคงยากไม่ต่างกัน

แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นโมเม้นต์ที่ ไม่ว่ายากแค่ไหนก็ต้องรอด! คำนี้ผมท่องจนขึ้นใจเลย “ต้องรอด ต้องรอด” เพราะถ้าไม่รอด เงินที่แม่ให้มาต้องสูญเปล่า เงิน 15,000 ก้อนที่ว่าเยอะที่สุดในชีวิตต้องสลายหายไปกับตา ฉะนั้นผมจึงบอกกับตัวเองว่า ถ้าอยากจะเรียนให้จบ ต้องปฏิวัติตัวเองใหม่ ผมรู้ว่าผมไม่เก่ง ผมจึงหันไปหาคบเพื่อนที่เก่งกว่า ไม่เก่งแต่อาศัยความขยันและอาสาทำอะไรได้ก็ทำหมดทุกอย่าง ดีที่เพื่อน ๆ ล้วนแต่เกื้อหนุนกัน จนทำให้ผมเอาตัวรอดจนเรียนจบ

ซึ่งตอนที่เรียนจบพ่อกับแม่ก็ไม่อยู่ที่บ้านแล้ว มาทราบทีหลังว่าขณะที่ผมได้บวชเรียนประมาณ ม.2 ท่านได้ขายบ้านหลังเก่าให้ญาติเนื่องจากเกิดปัญหาอะไรบางอย่าง เมื่อไม่มีบ้าน ทั้งสองคนก็ต้องไปหาทำงานรับจ้างก่อสร้าง เพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น จะอยู่ที่บ้านก็มีเพียงรายได้จากการทำนา ซึ่งขายข้าวก็ได้น้อยลงทุกปี ๆ แม้จะผลิตได้เท่าเดิม

ทุ่งนา
 อันนี้เป็นภาพแปลงนาที่ถ่ายที่จังหวัดเลยครับ จะมีวิวภูเขาด้วย แต่หากเป็นที่นาบ้านเกิด จะเป็นท้องทุ่งจนสุดตา

ตอนผมเรียนจบ ท่านจึงได้ระหกระเหไปทำงานสร้างถนน สร้างสะพาน ซึ่งต้องเดินทางไปเรื่อย ๆ ตามโครงการ แถวปราจีณบุรีบ้าง แถวฉะเชิงเทราบ้าง เวลาที่โทรมาหาก็ไม่เคยเล่าให้ฟังว่าท่านลำบากแค่ไหน (เดี๋ยวตอนต่อไปผมจะเล่าให้ฟังต่อนะครับว่าสภาพความเป็นอยู่ของพ่อกับแม่ที่แค้มป์คนงานก่อสร้างจะเป็นอย่างไร)

ผ่านไปหลายปี หลังจากที่ผมได้รับรู้เรื่องความลำบากของท่านมากขึ้น ประกอบกับผมเองก็เรียนจบ เริ่มทำงาน เริ่มตั้งตัวได้ พ่อกับแม่จึงมีโอกาสได้เล่าให้ฟังว่าที่มาของเงิน 15,000 บาทในวันที่รายงานตัวนั้นมาจากไหน!! เมื่อรู้ความจริงทำเอาผมแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะเงินจำนวนนี้คือเงินที่ขายที่นา มรดกชิ้นสุดท้ายของแม่ เพื่อมาส่งมอบให้ลูกชายคนนี้ได้เดินตามความฝัน

ผมจุกจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่ครับ ในวันนั้นผมไม่รู้…  ไม่รู้เลยจริง ๆ ท่านไม่เคยเล่าให้ฟังถึงปัญหานี้เลย เราจึงเข้าใจว่าพ่อแม่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ผมย้อนคิดกลับไป ดีนะที่ตอนนั้นผมตั้งใจเรียน ถึงจะไม่เก่งแต่ก็เข้าเรียนและเอาตัวรอดจนเรียนจบมาได้

ถ้าผมไม่ตั้งใจ ถ้าผมไม่สู้ ผมอาจจะเป็นคนหนึ่งที่ทำให้แม่ต้องเสียนาไป เพราะขายนาส่งควายเรียนก็เป็นได้

ตอนที่ 3 – นอนข้างถนนในแคมป์คนงานก่อสร้าง

ทำงานสร้างสะพาน
พ่อกับแม่ไปทำงานสร้างสะพาน สร้างถนน เสร็จจากที่หนึ่ง ก็ย้ายไปอีกที่ ไปเรื่อยๆ **ภาพนี้ถ่ายเมื่อไม่นานนะครับ ไม่ใช่ภาพของพ่อ แต่สภาพการทำงานคงไม่ต่างกัน

หลังจากที่ผมเรียนจบ น้องชายคนกลางได้เรียนต่อที่รามคำแหง พ่อกับแม่เลยตัดสินใจจากสวรรค์บ้านนาหลังน้อย ไปทำงานก่อสร้างที่ปราจีณบุรี และที่ฉะเชิงเทรา เมื่อไม่มีงานก่อสร้าง ลมพัดลมเพไปเรื่อย ๆ พ่อได้เป็นคนสวนและแม่เป็นแม่บ้านที่ภูเก็ตแต่ที่นั่นก็เป็นงานสุดท้ายของสองเฒ่า ก่อนที่เราจะรวมเงินทุกบาททุกสตางค์จากน้ำพักน้ำแรง มาสร้างบ้านหลังใหม่ที่สุขใจอีกครั้ง

สำหรับผม หลังจากที่ผมเรียนจบ ผมมีโอกาสทำงานให้กับอาจารย์ท่านหนึ่งที่เมตตาให้งานนักศึกษาจบใหม่อย่างผม และไม่ใช่เด็กจบใหม่ธรรมดา แต่ยังเป็นเด็กจบใหม่ที่ผ่านการเกณฑ์ทหารแล้วจับได้ใบแดงเสียด้วย สถานะตอนนั้นผมจึงกลายเป็นคนที่ไม่มีทางไปไหน  กลับตัวก็ไม่ได้…ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง ดังเพลงเขาว่า โชคดีที่อาจารย์เมตตาผมจึงมีงานทำอยู่ประมาณ 6 เดือน

เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปรับใช้ชาติมาถึง ผมก็ไปรายงานตัวที่อำเภอ และทหารใหม่ก็ถูกพาขึ้นรถบัสไปยังกรุงเทพฯ และผมก็ถูกส่งตัวไปยังค่ายสมุทรสาครเพื่อไปฝึกทหารใหม่ที่นั่น ยังดีหน่อยที่ผมได้วุฒิปริญญาตรีทำให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายเพียง 1 ปีเท่านั้น

ระหว่างที่ฝึก ผมได้เรียนรู้การปรับตัวและการวางตัวได้ดีมาก ผมทำตัวให้ต่ำที่สุด พยายามทำตัวให้ไม่โง่เกินไปและไม่อวดฉลาดเกินไป เป็นคนกลางๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้ชีวิตแบบทหาร จนในที่สุดเมื่อฝึกครบ 3 เดือน ผมก็ถูกส่งตัวขึ้นมาที่กรุงเทพฯ กรมการทหารสื่อสาร แล้วก็ขึ้นกองร้อยดูแลเรื่องการจัดเวรและอื่นๆ ตามที่ผมพอจะทำได้ ซึ่งภาพรวมแล้วก็เป็นงานคล้ายๆ กับงานธุรการ

ถึงแม้ตอนแรกผมจะรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง เพราะรู้สึกว่าครอบครัวเราไม่ได้มีอะไรเลย เพิ่งจบใหม่ ๆ ก็ดันมาติดทหารเสียอีก ตอนนั้นใจร้อนรุ่ม อยากจะรีบทำงาน จะได้เก็บเงินสร้างบ้านให้พ่อกับแม่สักที ทำไมต้องเป็นเราด้วย วัยรุ่นเกเร ๆ แถวบ้านเยอะแยะทำไมไม่ติด แต่หลังจากที่ผมได้อยู่ค่ายทหาร ทำให้ผมมีความใจเย็นมากขึ้น อะไรบางอย่าง เราพูดไม่ได้ ทำให้ผมรอคอยเป็น

ระหว่างที่ฝึกทหาร พ่อกับแม่ได้ไปทำงานก่อสร้างที่ฉะเชิงเทราแล้ว คงเพราะกลัวว่า ลูก ๆ จะหาเงินไม่พอ น้องชายก็ยังเรียนอยู่ ทั้งสองจึงได้ไปทำงานล่วงหน้าไปก่อน พอผมฝึกเสร็จจึงได้เดินทางไปเยี่ยมทันที

คนงานสร้างถนน สร้างสะพาน
แดดร้อนบ้าง รถขับผ่านบ้าง แต่คนงานสร้างสะพาน ต้องก้มหน้าทำงานต่อไป

ระหว่างทางที่ไปเยี่ยมท่าน ผมเดินทางไกลพอสมควร ผ่านแม่น้ำ ผ่านลำคลอง เดินเท้าต่อไปตามถนนเส้นที่กันดาร มองเห็นแค้มป์คนงานอยู่ข้างถนน บริเวณสะพานที่กำลังก่อสร้าง ใจมันรู้สึกหดหู่และเศร้าอย่างบอกไม่ถูก แหงนหน้ามองฟ้า มองตามแสงแดดจ้าที่แผ่สาดลงมาที่พื้น เบื้องหน้าเห็นคนสองคนกำลังหิ้วปูนอยู่ น้ำตาผมร่วงทันที

ใช่ครับ…คนที่ตัวมอมแมมสองคนที่ทำงานท่ามกลางแสดแดดแผดเผานั้น คือพ่อกับแม่ผมเอง เนื้อตัวเสื้อผ้าเต็มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าอิดโรยเห็นได้ชัดเจน เห็นแล้วสะเทือนใจอย่างที่สุด นี่ไม่ใช่ใบหน้าที่ผมเคยเห็น ถ้าเป็นการทำไร่ทำนาที่บ้าน แม้ว่าจะดูเหนื่อยอยู่บ้าง แต่สีหน้าทั้งสองคนมีความสุขกว่านี้ ผมจำได้

ผมก้มกราบทันที แม่โผมาลูบหัวเบาๆ ซึ่งถ้าเป็นคนอื่น คงโผเข้ากอดแม่ไปแล้ว แต่ผมจำไม่ได้เลยว่าเคยกอดแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ทำให้รู้สึกอายๆ แต่การลูบหัวของแม่ทำให้ชายหนุ่มในชุดทหารที่ดุดันนั้น ดูอ่อนลงอย่างมาก และแทนที่ด้วยความรู้สึกอบอุ่น ถึงไม่ได้โผเข้ากอดกันแต่วินาทีนั้นทำให้สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของแม่เป็นที่สุด

แม่ชวนผมไปแคมป์ พ่อเดินตามมา ผมดื่มน้ำเย็นในกระติกที่แม่ได้ใส่น้ำแข็งก้อนไว้ตั้งแต่เช้า เย็นชื่นใจที่สุด ผมนอนพักค้างคืนด้วยหนึ่งคืน แม่ได้ทำกับข้าวให้ผมกินอีกครั้ง กับข้าวบ้านๆ ที่ผมได้ทานด้วย มันอร่อยที่สุด เรามีความสุขที่สุด

พ่อเล่าให้ฟังว่าพ่อต้องทำโอที เพื่อให้ได้ค่าแรงที่เยอะขึ้น ซึ่งปกติค่าแรงของผู้ชายก็ได้มากกว่าผู้หญิงอยู่แล้ว พ่อเลยขยันเข้าสู้ พยายามเก็บเงินให้มากที่สุด คืนนั้นเป็นคืนที่ยาวนาน แม่คุยด้วยจนดึก ไม่รู้มีเรื่องอะไรจะคุยให้ลูกชายฟังหนักหนา แต่ผมก็มีความสุขที่ได้ฟังจนเผลอหลับไป

ตอนเช้าผมได้ทานข้าวแต่เช้า เพราะพ่อกับแม่ต้องลงทำงานอีกพร้อมๆ กับคนงานคนอื่น จากนั้นเมื่ออิ่มเรียบร้อยแล้ว ผมจึงได้ขอตัวกลับ

ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากวันนั้นจะเป็นวันที่เราห่างกันนานที่สุด เพราะพ่อกับแม่ตั้งใจไว้ว่า หากเราไม่มีบ้านหลังใหม่ ท่านก็จะไม่กลับมา ทำให้ทั้งสองต้องย้ายทำงานไปเรื่อย ๆ ที่หนึ่งเสร็จ ก็ย้ายไปที่อื่นเรื่อย ย้ายไปย้ายมาจนได้ไปอยู่ภูเก็ต พ่อเป็นคนสวน แม่เป็นแม่บ้าน และนั่นก็เป็นที่ทำงานสุดท้าย จากนั้นลูกๆ ตั้งหลักได้ พ่อกับแม่จึงได้กลับมาบ้านเกิด

ตอนที่ 4 – บ้านหลังใหญ่ที่สุดที่เราได้มา แต่ว่าอยู่ได้ไม่นาน

หลังจากไปทำงานรับจ้างหลายปี พ่อกับแม่ได้เงินมาจำนวนหนึ่งมาแบ่งซื้อที่ดินของญาติที่แบ่งขาย ซึ่งได้มา 2 งาน ในราคา 5 หมื่นบาท ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ที่พ่อมองว่าจะสร้างบ้านหลังใหม่ บ้านที่เป็นศูนย์รวมครอบครัว รวมลูกๆ ทุกคนอีกครั้ง ส่วนผมเองก็เริ่มตั้งตัวได้ ก็เลยรวบรวมเงินเก็บที่มีกัน แต่รวมเงินกันแล้วมันก็ยังไม่มากพอที่จะสามารถสร้างบ้านให้แล้วเสร็จในครั้งเดียว จึงเป็นการก่อสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยต่อ ค่อยเติม ตามกำลังที่เรามี

เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย อะไรที่ทำกันเองได้เราก็ทำ แม่ช่วยขนดิน พ่อช่วยช่างทำงานด้วยจะได้ประหยัดขึ้น แต่ข้อเสียของการทำไปต่อเติมไปคือ มันทำให้งบประมาณบานปลายไปเรื่อย ๆ เมื่อแล้วเสร็จบ้านดูหลังใหญ่มาก มีห้องนอนถึง 5 ห้อง พร้อมห้องน้ำและห้องครัว หน้าบ้านก็เป็นแบบที่ใช้ขายของได้ ทำไปทำมา 5-6 แสนก็ยังไม่พอสักที

ผมถามแม่ว่าทำไมทำหลายห้องจัง? แกตอบว่า ก็เวลาลูกๆ มา จะได้ไม่ต้องแย่งกัน อยู่ห้องใครห้องมัน ผมแวะมาดูการก่อสร้างบ่อยขึ้น ทำไปทำมา เอ…เริ่มจะเหมือนศาลาวัดไปทุกที

แต่เราก็ตามใจครับ เรียกได้ว่าสร้างตามใจผู้อยู่ละกัน แต่อีกใจของผมก็แอบคิดในใจว่า ผมกับน้องชายต่างก็ทำงานต่างจังหวัด เราได้กลับบ้านมาเยี่ยมพ่อกับแม่แค่ปีละ 3-4 ครั้ง คนที่อยู่ด้วยก็ไม่มี จะอาศัยน้องชายคนสุดท้องก็คงไม่ได้เรื่องอะไร เพราะเป็นคนเกเร ไม่เอาการเอางาน แต่ก็ได้แต่หวังว่า พ่อกับแม่คงจะได้อยู่ในดินแดนบ้านเกิดแล้ว ที่ที่เรามีทุกสิ่ง ที่เราหาปลากินได้แทบตลอดทั้งปี เรามีตู้เย็นธรรมชาติ มีผักสวนครัว แถมมีอาหารมากมายที่เราหาได้ตามฤดูกาล

หลังจากที่บ้านเสร็จแล้วเรามีความสุขมากครับ ผมกลับไปเยี่ยมแต่ละครั้ง หลานชายได้เจอปู่ก็ดีใจ ปู่ยิ้มได้ ตามใจหลานทุกอย่าง ก็ชวนพ่อกับแม่ไปเที่ยวกัน ไปหนองคายบ้าง ไปบึงกาฬบ้าง ไปทานพิซซ่า ทานอาหารอร่อยต่างๆ ตามที่ผมจะสามารถพาไปได้ พ่อทานได้เยอะมาก กินจุสุดๆ ส่วนแม่ก็จะกินไป บ่นไป ติชมรสชาติอาหารเขาบ้างว่าร้านนี้อร่อยจริง ร้านนี้หวงเครื่อง น่าจะใส่โน้น น่าจะใส่นี้เพิ่ม ผมได้ฟังแล้วก็แอบขำ

นี่คือภาพชีวิตที่พ่อกับแม่ต้องการ บ้านที่เราสร้างอยู่ก็ไม่ไกลจากที่นา ผมมีเงินเก็บก็จะซื้อที่ดินเปล่า และซื้อสวนยางชาวบ้านเพิ่มให้ หลังกลับจากนา ถ้าพ่อยังมีแรงไหว แกก็จะไปกรีดยางด้วย ทำให้มีรายได้เพิ่มพอได้ซื้อกับข้าวเพิ่มเติมตามที่แกต้องการ เวลา 5 ปีหลังจากได้บ้าน ก็ดูจะลงตัวไปซะหมด ดูเหมือนเราจะราบรื่นไปเสียทุกอย่าง แต่ก็ดันมีเหตุที่ต้องอยู่บ้านได้ไม่นาน …

สร้อยเส้นแรกที่แม่มี
 สร้อยเส้นแรกในชีวิตของแม่
 สร้อยทองเส้นแรกของพ่อ

ครั้งแรกที่พ่อมีสร้อยคอกับเขาบ้าง **แล้วก็สวมครั้งเดียวจริง เพราะแกบอกว่าไม่ชิน ไม่เคยมี

pizza อาหารบนห้างครั้งแรกของพ่อ
 อาหารที่พ่อกับแม่เคยเห็นแต่ในทีวี วันนี้ได้กินแล้ว บอกว่าอร่อยจังเลย

 

ตอนที่ 5 – ความสุข 5-6 ปี ที่นาฬิกาเวลาของพ่อเกือบน้อยเกินไป

เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็ว เรามีบ้าน เราได้กินอาหารที่แปลกๆ เป็นของตลาดบ้าง เราได้เที่ยวพักผ่อนบ้าง เราได้ทำบุญบ้าง ผมยอมรับว่า เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวความสุขอย่างที่สุดเลยล่ะ

พาพ่อกับแม่ไปทำบุญที่ด่านซ้าย
พาพ่อกับแม่ไปทำบุญที่ด่านซ้าย
ทำบุญตักตักบาตรที่บ้านคุณยาย
ทำบุญตักบาตรที่บ้านคุณยาย

ผมยังจำภาพที่พ่อได้ทานกับข้าวอาหารที่มีรสชาติแปลกลิ้นได้ดี อาจจะดูแปลกลิ้น แปลกตา แต่โดยรวมแล้วก็บอกว่าชอบ อร่อยจนวางไม่ลง เวลาไปทานข้าวนอกบ้านพ่อมักจะเป็นคนสุดท้ายที่วางช้อนเสมอ

แต่เวลาของพ่อก็มีจำกัดจริง ๆ ครับ หลัง ๆ มานี้เวลาทำงานพ่อเริ่มเหนื่อยง่าย แต่ก่อนแบกท่อนไม้ใหญ่แค่ไหนไม่เคยบ่น แต่พออายุ 59 แค่กิ่งไม้แบกมาทำฟืน ยังบ่นว่าเหนื่อย แต่เราก็ไม่เคยเอะใจ ไม่เคยพาไปตรวจสุขภาพสักที

ผ่านมาอีกประมาณ 4 เดือนอาการเริ่มแปลกๆ คราวนี้ แขนขาบวม หน้าบวม เริ่มฉี่ไม่ออก แม่ต้องเรียกให้ญาติพาส่งโรงพยาบาลอำเภอ คราวนี้ผมก็เข้าใจสิ่งที่คุณพ่อเป็น

ผลการตรวจเลือดและปัสสาวะ ประกอบกับอัลตร้าซาวด์ บอกว่าพ่อเป็นนิ่วไตทั้งสองข้างเลย แต่ที่มีปัญหาหนักสุดจะเป็นข้างขวา และทำให้ไตไม่ทำงาน สภาพไตเหลือน้อยเต็มที สรุปง่ายๆ ก็คือไตวายระยะสุดท้ายแล้ว

ภาษาสมัยใหม่บอกว่างานเข้าแล้วครับ หลังจากรู้ผลจากหมอ คนที่อาการหนักสุดไม่ใช่พ่อ แต่เป็นแม่! เพราะแม่ยังยอมรับสภาพไม่ได้ เพราะยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่แกทั้งสองคนพากันวางแผนว่าจะทำกันในปีนี้

ส่วนผมกับน้องชายพอรู้ข่าวว่าพ่อเข้าโรงพยาบาล ก็ขับรถไปหาทันที ด้วยความที่ผมมีเพื่อนเป็นพยาบาลและมีเพื่อนเป็นเภสัชกร ก็เลยขอคำปรึกษา ผมโทรปรึกษาแม้กระทั่งเพื่อนป่วยที่เป็นโรคไตและถึงขั้นต้องฟอก

พอผมรู้ทุกอย่างแล้ว ผมใจเย็นลงเยอะ ปลอบใจแม่ให้ทำใจยอมรับ และทำความเข้าใจ ในสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ได้แย่ขนาดนั้น เพียงแต่ต่อไปพ่อจะทำงานหนักเหมือนเดิมไม่ได้ จะกินอะไรก็ยุ่งยากไปหมด ต้องกินอาหารรสจืด ห้ามกินของหมักดอง เห็ด รวมถึงหมู ไก่ จะกินได้เต็มที่แค่ปลาและผักผลไม้บางชนิด สเต็ปต่อไปพ่อจะถึงขั้นฟอกไตหรือไม่ อันนี้ผมก็ยังคาดเดาไม่ได้ ก็ได้แต่หวังว่าอย่าให้เป็นเช่นนั้น

เมื่อรักษาการติดเชื้อที่ไตได้ หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านพร้อมกับแนะนำให้ไปเรื่องการผ่านิ่วไตต่อ จากนั้นเมื่อพร้อมแล้ว เราก็เดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อขอรับการผ่าตัด การผ่าตัดเป็นไปด้วยดีครับ พักฟื้น 5 วัน คุณหมอก็อนุญาตให้ออกไปดูแลตัวเองต่อที่บ้าน ก่อนออกคุณหมอก็ยังยืนยันว่า แม้จะผ่าแล้ว แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ยังไงก็ยังต้องไปวางแผนการฟอกไตต่อ

การกลับมาที่บ้านครั้งนี้ ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้วครับ อาหารที่พ่อทานได้จะเป็นเมนูปลาแบบซ้ำๆ จนเริ่มเห็นพ่อซูบผมลง แม้จะให้แม่พยายามหากับข้าวแบบใหม่ๆ ก็ทำได้น้อยเพราะแม่ขับรถไม่เป็น อยู่บ้านกันแค่สองคน ไม่มีคนดูแล จะได้เข้าอำเภอก็อาทิตย์ละ 1 ครั้งตามที่หมอสั่งให้พ่อไปตรวจร่างกายต่อเนื่องๆ เมื่อเสร็จจากโรงพยาบาลแล้ว แม่ก็ได้แวะตลาดเพื่อซื้ออาหารสดมาไว้ทำกันที่บ้าน

พักอยู่ที่บ้านได้ 2- 3 อาทิตย์ พ่อก็ปัสสาวะขัดๆ นำส่งโรงบาลอีก หมอบอกว่าติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ ก็ต้องนอนรักษาตัวกันอีกหลายรอบ แต่ละรอบก็ประมาณ 5-10 วัน เรียกได้ว่าเข้าออกโรงบาลบ่อยกว่าไปนาเสียอีก

ก่อนหน้าพ่อป่วย
ก่อนหน้าคุณพ่อจะป่วย มีหลานชายคนเดียว ยิ้มทุกครั้งที่หลานอยู่ใกล้

หนักสุดเมื่อผ่านไป 4 เดือนหลังจากการผ่าตัด พ่อมีอาการหนาวสั่นอย่างรุนแรง ห่มผ้าเท่าไหร่ก็ไม่หายหนาว พอจับที่ตัวก็รู้สึกได้เลยว่าร้อนจี๋มาก รู้สึกเหมือนมีไฟเผาอยู่ข้างใน แต่คนไข้กลับบอกว่าหนาว อยู่บ้านได้ 2 วันกินยาลดไข้ยังไงก็ไม่ลด แม่จึงนำส่งโรงพยาบาลอีกรอบ

คราวนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ไปอยู่โรงพยาบาล 3 วัน อาการยิ่งแย่ลงไปทุกวันๆ การสั่นเริ่มแรงขึ้น ถึงขนาดที่อยู่บนเตียง เตียงก็สั่นไปด้วย ให้กอดถุงน้ำร้อน ห่มผ้า 5 ผืนก็ไม่หายหนาว เรียกได้ว่าหนักสุดๆ แล้วตอนนั้น

ผมอยู่ที่จังหวัดเลยจึงได้โทรปรึกษาโรงบาลเอกชนที่อุดรเรื่องการส่งตัวเข้ามารักษาที่นี่ ซึ่งโรงพยาบาลก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด ผมประสานงานกับโรงพยาบาลอำเภอ แรกๆ แม้จะมีปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากต้องเอาตัวผู้ป่วยออกกลางคัน ผมจึงไม่รู้ว่าโรงพยาบลเอกชนที่มารับตัวคุณพ่อคืนนั้น จะได้ประวัติการรักษาของคุณพ่อมากน้อยแค่ไหน

พอมาถึงที่อุดร โรงพยาบาลที่ไปรับทำการตรวจเลือดพบว่า เลือดมีของเสียตกค้างเยอะมาก เรียกได้ว่า 200% ขณะที่คนธรรมดา ควรจะมีแค่ 20% หากไม่ได้รับการเจาะเลือดเพื่อฟอกฉุกเฉินเป็นการเร่งด่วน คนไข้อาจจะทนไม่ไหว ขณะเดียวกันการหนาวสั่นก็เกิดจากการติดเชื้อด้วย เชื้อเข้ากระแสเลือด ซึ่งจะเป็นเชื้ออะไรนั้นก็ยังไม่ทราบ

ผมขับรถไปหาคุณพ่อทันทีตั้งแต่คืนนั้น เมื่อได้รับคำแนะนำแบบนี้ ผมตกใจมาก แต่ก็พยายามมีสติให้มากพอ คราวนี้พ่อจะรอดหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับการติดสินใจของเรา ตอนเช้าประมาณ 8 นาฬิกา พ่อหายใจเองไม่ได้แล้ว ต้องใส่ท่อออกซิเจนเข้าไปที่ปาก ผมเข้าไปที่ห้องฉุกเฉินพร้อมกับได้รับคำแนะนำจากหมอว่า ตอนแรกกะว่าจะแทงเส้นและฟอกฉุกเฉินแต่คุณหมอด้านนี้ท่านไม่อยู่วันนี้ ต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลอื่นแทน ที่ใกล้สุดก็เป็นโรงพยาบาลศูนย์อุดรและโรงพยาบาลอุดรวัฒนา ซึ่งเป็นเอกชน ผมเลยถามว่า ถ้าจะส่งโรงพยาบาลศูนย์อุดรได้หรือไม่ พอพยาบาลประสานงานให้ก็ได้คำตอบว่าไม่ได้เพราะข้ามเขต ใช้สิทธิ์ไม่ได้ จะได้ก็ส่งไปที่เดิม ตอนนี้ผมไม่เหลืออะไรแล้วครับ เหลือทางเลือกสุดท้ายคือให้ติดต่อโรงพยาบาลอุดรวัฒนา จะเสียเท่าไหร่ช่างมัน นี่คือชีวิตพ่อของผม

เมื่อประสานงานกับที่นั่นได้ ก็เอารถฉุกเฉินมารับครับ ไปถึงที่โรงพยาลอุดรวัฒนาประมาณ 10 นาฬิกา ทั้งหมอใหญ่เจ้าของไข้ หมอไต และปอด มาครบหมด เริ่มวินิจฉัยกันใหม่ เก็บเลือด ปัสสาวะเพื่อไปเพาะเชื้อ ตอนเช้าหนาวสั่นรุนแรงมาก มากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น คุณหมอไต ได้ทำการเจาะเส้นเลือดแบบฉุกเฉินให้และฟอกเลือดทันที 4 ชั่วโมงตอนบ่าย ไม่น่าเชื่อครับ หลังฟอกเสร็จตั้งแต่ครั้งแรก อาการสั่นหายไปเป็นปลิดทิ้ง

คุณหมอจึงได้สั่งฟอกแบบต่อเนื่อง 4 วัน จากนั้นก็ทำแบบวันเว้นวัน จนเลือดเป็นปกติ ส่วนอาการไข้ยังไม่ลดครับ ผลการตรวจพบว่าเชื้อได้เข้าไปที่ปอดด้วยส่วนหนึ่ง เรารอผลการเพาะประมาณ 4 วันก็ได้คำตอบ คุณพ่อติดเชื้อ Melioidosis ซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ตามท้องไร่ท้องนา เกษตรกรและชาวสวนชอบเป็นกัน หลังจากนั้นโรงพยาบาลอำเภอที่เดิมก็โทรมาแจ้งผลเชื้อที่ได้ด้วย ก็ตรงกันครับ การฉีดยาต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ดีที่เราไม่ได้เริ่มอะไรกันใหม่ เพราะหมอที่นี่ให้ยาคลุมไว้ตั้งแต่วันแรกแล้ว และหมอแนะนำว่า หลังจากไข้ลดแล้ว จะต้องกินยาไปอีกหลายเดือนกว่าเชื้อจะหมด

ตลอด 13 วันที่อยู่ที่นี่ ผมไม่เคยเห็นที่ไหนจะบริการดี พูดจาดี ให้คำปรึกษาดีเยี่ยมตั้งแต่ผมลงจากรถ จนผมได้ส่งตัวไปรักษาคุณพ่อต่อที่โรงพยาบาลเลย หลังออกจากที่นี่ ผมจึงรู้ว่าจริงๆ แล้วโรงพยาบาลชื่อเต็มๆ ว่า โรงพยาบาลนอร์ทอีสเทอร์นวัฒนา ก่อนการส่งตัวมารักษาต่อ คุณหมอทั้งสามท่านได้มาอธิบายและแนะนำ พร้อมกับเขียนใบส่งตัวให้ ส่วนคุณหมอไตก็ได้ให้คู่มือโภชนาการสำหรับผู้ป่วยไตมาด้วย ผมขอขอบคุณมากๆ นะครับ ขอบคุณทุกท่านจริงๆ

พอมาอยู่ที่โรงพยาบาลเลย ตอนนี้อยู่ใกล้ลูกแล้วครับ ลูกชายทั้งสองผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเฝ้าไข้ ให้คุณแม่อยู่กะกลางวัน ส่วนลูกๆ สลับกันอยู่ตอนกลางคืน อาการของพ่อดีขึ้นตามลำดับ พยาบาลมาวัดไข้ วัดความดัน น้องๆ ผู้ช่วยพยาบาลมาดูแลคนป่วย รวมถึงคุณหมอที่มาตรวจ พูดดี ให้คำแนะนำดีมาก นี่เป็นโรงพยาบาลของรัฐที่แรกที่ผมประทับใจ ผมเลือกถูกแล้วที่พาคุณพ่อมาที่นี่

เรารักษากันต่อจนพ่อหายดี และได้ยามาทานที่บ้านกันต่ออีกหลายเดือนครับ จากนั้นทุกๆ อาทิตย์ผมก็มีงานใหม่ทำคือ พาพ่อไปฟอกเลือดอาทิตย์ละ 2 ครั้ง

ตอนเย็น หลานชายพาคุณปู่ออกกำลังกาย
ตอนเย็น หลานชายพาคุณปู่ออกกำลังกาย

พ่อดูมีความสุขดีครับ ได้เล่นกับหลาน ได้กินอะไรที่ตามหลักโภชนาการ แม้จะไม่ได้ทำนา ทำไร่เหมือนแต่ก่อน แต่ก็ขอให้พ่อสบายใจ มีความสุข อยู่กับลูกหลานไปนานๆ ก็พอแล้ว

คุณพ่อแข็งแรงขึ้น กินข้าวพร้อมลูกและหลายแล้ว ดูสีหน้าคงอิ่มนะครับ
คุณพ่อแข็งแรงขึ้น กินข้าวพร้อมลูกและหลานแล้ว ดูสีหน้าคงอิ่มนะครับ

ว่างๆ ผมก็พาไปทำบุญถวายภัตตาหารเช้าที่วัดใกล้ๆ บ้านที่ผมอยู่ ดูแกสบายใจขึ้นครับ เริ่มทำใจกับสิ่งที่แกเป็น เพราะสุดท้ายแล้ว เราทุกคนก็คงหนีไม่พ้น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย

คุณแม่มีงานใหม่ทำ สอนทำอาหารอีสานบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ทำงานบ้านบ้าง และก็ทำสวนครัว
คุณแม่มีงานใหม่ทำ สอนทำอาหารอีสานบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ทำงานบ้านบ้าง และก็ทำสวนครัว
หลังจากที่คุณพ่อเริ่มแข็งแรง และผมก็ตัดสินใจทำสิ่งสำคัญให้กับพ่ออีกครั้ง โดยการสร้างบ้านสวนริมคลองให้ต่างหาก เป็นสวนรวมที่ปลูกบ้านแล้วมีเนื้อที่ราวๆ 2 ไร่ ใช้เวลาสร้างประมาณ 3 เดือน บ้านก็เสร็จพร้อมอยู่

คุณแม่ดูมีความสุขมากขึ้นครับ ได้ปลูกผักสวนครัว มีสระน้ำเลี้ยงปลา กุ้ง และปู ทำให้แม่หายคิดถึงบ้านเกิดไปได้บ้าง เวลาขายได้เงินก็ออกสีหน้าดีใจ มีความสุขไปอีกแบบ

ปลูกแตงกวาหน้าบ้านครับ

ถั่วฝักยาว ริมรั้ว

แตงไทย พืชถนัดของแม่

วันนี้คุณพ่ออายุ 59 ปี ครั้งนี้ยังไม่ถึงเวลาของท่าน ไม่ว่าจะเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ ลูกชายคนนี้ก็จะขอดูแลพ่อให้ดีที่สุดครับ

ไปเที่ยวแบบครอบครัวบ้าง คนแก่จะให้ไม่เหงาอยู่แต่ที่บ้าน
ไปเที่ยวแบบครอบครัวบ้าง คนแก่จะให้ไม่เหงาอยู่แต่ที่บ้าน

ตอนที่ 6 – บทสรุป

นาฬิกาเวลาของพ่อกับแม่ของผมมีไม่มากนัก หากใช้ชีวิตด้วยความประมาท ผมอาจจะไม่ทันได้ตอบแทนบุญคุณเลย เรื่องราวของผมจึงอยากนำเสนอในส่วนท้ายๆ ของบทความนี้ครับ อยากให้กำลังใจลูก ๆ ทุกคนให้ความสำคัญกับพ่อแม่ หากเราไม่รีบทำตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะไม่มีพรุ่งนี้ให้ตอบแทน

นาฬิกาแม่พ่อ รอเจ้าได้ไม่นาน จะดูแลท่าน ให้ทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้

มันคงจะดี หากว่าเราได้มีอาหาร มีสำรับกับข้าวที่อร่อยๆ ที่พ่อกับแม่ชอบ แล้วให้ท่านได้ทานพร้อม ๆ กับเราตั้งแต่ตอนที่ท่านยังมีลมหายใจ หากวันใดท่านไม่อยู่แล้ว จะมีอาหารดีแค่ไหน จะจุดธูปเรียกให้ท่านมากิน ผมไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์หรือเปล่า จะถึงท่านจริงหรือไม่

…วันนี้ท่านยังอยู่ นั่นคือเวลาที่ดีที่สุดครับ

…รีบทำตั้งแต่วันนี้ อย่ารอจนถึงวันที่คุณพร้อม
…เพราะวันนั้นไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่ จะสายไปหรือเปล่า เราก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้

อ่าน E-book เล่มเต็ม คลิกที่รูปปกด้านล่าง

About ปุ้ย-ธวัชชัย 75 Articles
ผมเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์ ผมบวชเรียนจนจบ ม.6 ได้เรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยต่อว่าโชคชะตา ค่อยๆ ทำธุรกิจเล็กๆ เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง พอได้เงินมาก็วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ จนมาถึงวันที่ครอบครัวของผมได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

2 Comments

  1. หลังจากที่อ่านเรื่องของพี่แล้ว รู้สึกว่าปัญหาที่ตัวเองเจอเป็นเรื่องเล็กไปเลย ต้องขอบคุณที่เขียนเรื่องราวชีวิตและประสบการณ์ในการทำธุรกิจกินที่คิดนอกกรอบทำให้ผมมีแรงบันดาลใจที่จะเดินตามความฝันมากครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*