จะตอบแทนพ่อแม่อย่างไรดี ถ้าไม่ใช่เงินทอง

เพราะเราไม่รู้ว่า เมื่อใหร่เราจะพร้อม เรามีเงินทอง เราจะมีฐานะพอเลี้ยงดูและตอบแทนพ่อแม่ได้ การตอบแทนพ่อแม่โดยไม่ต้องใช้เงิน จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ที่เราทำได้เลยในตอนนี้ครับ

วิธีการดูแลพ่อแม่ ไม่ต้องใช้เงิน

ตัวอย่างการตอบแทนพ่อแม่ โดยไม่ต้องใช้เงิน

ผมไม่รู้ว่ามีใครรู้สึกโชคดีเหมือนผมบ้างที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย อย่าเพิ่งคิดว่าผมกำลังจะพาปลุกใจรักชาติหรืออะไรทำนองนั้นนะครับ คือผมกำลังพูดถึงค่านิยมของคนไทย ที่เมื่อแก่ตัวไปก็ยังมีรากฐานของความกตัญญู ความเป็นไทยของเราปลูกฝังไว้ว่าต้องกลับไปดูแลบุพพาการี ซึ่งคำสอนนี้ต่างจากชาวตะวันตก ผมว่าประเด็นนี้หลายคนรู้อยู่แล้ว แต่ผมเคยมานั่งพิจารณาถึงรายละเอียดอยู่ครั้งนึงแล้วรู้สึก “อุ่นใจ” อย่างแท้จริง

ผมเคยจินตนาการว่าถ้ามสมมุติผมเป็นคุณตาฝรั่งคนหนึ่งที่ลูกหลานพากันแยกบ้านไปหมดแล้ว ผมต้องอยู่คนเดียวหรืออาจะอยู่กับภรรยาคู่ชีวิตในวัย 70 – 80 ปี สมมุติตัวเองมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ ถ้าหากเกิดอยู่ดี ๆ พลาดเดินตกบันได้ ผมคิดสภาพตัวเองไม่ออกเลยว่า ถ้าหากไม่มีลูกหลานมาคอยดูแล้วแล้วสภาพของผมจะอยู่ยังไง ใครจะพาไปหาหมอ ใครจะไปเฝ้าไข้ ใครจะช่วยพยุงเข้าห้องน้ำ ใครจะวิ่งเต้นเดินเรื่องที่โรงพยาบาล ใครจะมาดูแลบ้าน แล้วยายแก่จะยังมีแรงอยู่มั้ยจะเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือยัง แกจะยังจำผมได้หรือเปล่า หรือจะยังอยู่ด้วยกันมั้ยในวัยขนาดนั้น… การเป็นชายชราฝรั่งในสังคมที่ต้องพึ่งพาตัวเองนี่มันช่างน่าหดหู่เสียจริงในความคิดส่วนตัวของผม

พอคิดได้อย่างนั้นแล้วก็เลยรู้สึกว่า โชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ได้เกิดมาในสังคมที่ถูกปลูกฝังมาว่าต้องกลับไปดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า มันทำให้ผมรู้สึกใจชื้นว่าอย่างน้อยชีวิตบั้นปลายของผมก็คงไม่ต้องลำบากมากนัก น่าจะพอมีลูกหลานมาคอยดูแลอยู่บ้าง (ถ้าตอนนี้เลี้ยงดูเค้าดี ๆ อะนะ)

เมื่อคิดถึงอนาคตแล้วมันทำให้ผมพาลย้อนกลับไปคิดถึงอดีต ครั้งหนึ่งเมื่อผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 ผมจำไม่ได้ว่าในวันนั้น เกิดอะไรขึ้น แต่ผมจำได้ว่าอยู่ดี ๆ ก็ส่งข้อความไปหาแม่ในขณะที่เรียนอยู่ว่า “แม่…ตอนนี้ผมอยู่ปี 2 แล้ว อดทนหน่อยนะ ครึ่งทางแล้ว อีกเดี๋ยวก็จบแล้วผมจะเลี้ยงแม่ให้สบาย

ฟังดูซึ้งเลยใช่ไหมครับ ผมส่งข้อความอย่างนั้นไปจริง ๆ นะ ผมไม่รู้ว่าปลายทางได้รับข้อความแล้วรู้สึกอย่างไร แต่ผมนี่รู้สึกอินกับข้อความของตัวเอง รู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นเด็กดีของตัวเองเหลือเกิน อวยตัวเองเสียยกใหญ่แบบนี้ช่างน่าชื่นชมจริงไหมครับ

แต่ให้ทายว่าพอเรียนจบแล้วผมได้ทำอย่างที่พูดไว้หรือเปล่า? ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก … หมดเวลา! คำตอบคือ …ไม่เลยครับ !

หลังจากที่ผมเรียนจบก็ไปทำงานกันอาจารย์ตั้ง 6 เดือน  แถมยังติดทหารอยู่เป็นปี ผมไม่ได้ช่วยที่บ้านอย่างที่ตั้งใจ ส่วน บ้าน รถ ทรัพย์สินนอกกายลืมไปให้สิ้น ผมได้แต่ฝัน แต่ไม่เคยได้ตอบแทนให้เขาอย่างที่ใจหวังสักอย่าง เป็นอยู่อย่างนี้หลายปีเลยทีเดียว

พอผลออกมาเป็นอย่างนี้มันทำให้ผมนึกเสียใจเล็ก ๆ ถึงสิ่งที่เคยตั้งใจไว้แต่ก็ทำไม่ได้สักที บางครั้งผมก็รู้สึกผิดหวังกับตัวเอง ผมเคยเสียใจโทษทั้งตัวเอง และโทษโชคชะตาฟ้าดินด้วยซ้ำไปว่า “ทำไม” ทั้ง ๆ ที่ผมก็คิดดีไฝ่ดีทำดีแต่กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจเสียที เพราะการไม่ประสบความสำเร็จของผมมันย่อมหมายความว่าผมไม่สามารถกลับไปดูแลพ่อแม่ได้เลย

โชคดีที่ในวัยเด็กผมได้บวชเรียนมาตั้งแต่อายุ 13 ปี มันทำให้ไม่ห่างจากธรรมมะมากนัก เวลาที่ฟุ้งซ่านหนัก ๆ ผมก็จะจับตัวเองนั่งสมาธิเสียเลย และอยู่ดี ๆ ผมก็ได้เอเดียในการเริ่มต้นตอบแทนพ่อแม่โดยที่ไม่ต้องใช้เงินเลย นั่นก็คือนั่งสมาธิแล้วอธิฐานขอพรให้ท่านนั่นเอง

ผมตั้งจิตอธิฐานว่า “วันนี้ผมยังไม่มีเงิน ยังไม่สามารถตอบแทนพ่อแม่ให้สุขสบายทางโลกได้ วันนี้ผมขอตั้งใจนั่งสมาธิให้ขอให้ท่านแข็งแรงและมีความสุข” อาจจะฟังดูโม้ ๆ หน่อย แต่มันคือสิ่งดี ๆ เพียงอย่างเดียวที่ผมทำได้ในตอนนั้น

อย่ามองข้ามกุศลของการนั่งสมาธินะครับ เป็นกุศลจิตเป็นความสุขสนิทที่ไม่ต้องซื้อหา สามารถทำได้ง่ายแถมยังได้ผลดีงาม ขนาดพ่อแม่ยังไหว้พระขอพรให้เราได้เลย แค่นั่งสมาธิและขอพรให้ท่านเฉย ๆ เป็นการตอบแทนที่ง่ายแสนง่ายจะตายไป สำหรับเคล็ดลับนี้ใครจะนำไปใช้ก็ได้ไม่ว่ากันครับ หรือถ้าหากคุณอายก็แอบทำที่บ้านคนเดียวเงียบ ๆ ก็ได้ไม่ว่ากัน เพราะสิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือ ความจริงแล้วเราสามารถตอบแทนพ่อแม่ หรือผู้มีพระคุณได้หลากหลายวิธีนะ ไม่จำเป็นต้องเป็นการให้เงินทองเพียงอย่างเดียว

ผมเชื่อว่าหลายคนรอคอยวันที่ตัวเองประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แล้วหวังว่าในวันนั้นจะกลับไปดูแลพ่อแม่ ตอบแทนผู้มีพระคุณอย่างเต็มที่ ความคิดนี้เป็นสิ่งที่ดีและน่าชื่นชมเป็นที่สุด

แต่อย่าลืมว่าบางครั้งเวลาอาจไม่คอยใครนะครับ หรือถ้าหากคุณยังมีเวลาแต่ความสำเร็จอาจยังไม่ถึงเวลาของมันก็เป็นได้ อย่ายึดติดกับการตอบเทนด้วยเงินทองหรือสิ่งของชิ้นใหญ่เพียงอย่างเดียวเลยครับ มันรังแต่จะทำให้ตัวคุณเองทุกข์เปล่า ๆ

คนเป็นพ่อเป็นแม่ เมื่อแก่ตัวไปอะไรก็ไม่สำคัญเท่าการได้ใกล้ชิดลูกหลานหรอกครับ

บางครั้งการซื้อเสื้อผ้าหรือข้าวของเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามกำลังก็ทำให้ผู้รับเขามีความสุขได้แล้วนะ

คุณอาจจะพาพ่อแม่ไปทำบุญก็ได้

หรือคุณอาจจะคอยกลับบ้านบ่อย ๆ คอยโทรถามข่าวคราว สอบถามสารทุกข์สุขดิบ

การตอบแทนด้วยการเติมเต็มความสุขทางใจมันมีค่ามากกว่าการให้เงินตั้งหลายเท่า หรือหากตัวคุณเองมีลูกหลาน การสั่งสอนเขาให้เป็นคนดีของสังคม ก็ถือเป็นการตอบแทนพ่อแม่ได้อีกทางหนึ่ง เป็นการตอบแทนบุญคุณโดยที่ไม่ต้องใช้เงินทอง แต่มีความสุขใจได้ไม่ต่างกันเลย

   >>> อ่าน E-book เล่มเต็ม คลิกที่รูปปกด้านล่าง​

อ่าน E-Book ได้ที่นี่ Click >>>

ขอบคุณภาพประกอบจาก freepik.com