พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด VS ผู้ที่เลี้ยงดูเรา ใครกันแน่…ที่มีบุญคุณมากกว่ากัน

ระหว่างผู้ที่ให้กำเนิด กับผู้ที่เลี้ยงดูเรา ใครมีบุญคุณมากกว่ากัน ?

สำหรับคนที่เติบโตมากับปู่ย่าตายาย ญาติ หรือผู้อื่น ซึ่งบุคคลเหล่านั้นเป็นคนละคนกับพ่อแม่จริง เขาเหล่านี้มักจะมีคำถามรบกวนจิตใจอยู่เสมอว่า “ใครกันแน่…ที่มีบุญคุณมากกว่ากัน

ผมเคยได้ยิงเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังเล็ก เด็กหญิงคนนี้โตมาเป็นคนดีของสังคมได้ก็ด้วยสองมือของคุณป้าที่คอยเฝ้าฟูมฟัก หาเงินทุกบาททุกสตางค์ส่งเสียค่าใช้จ่ายทุกอย่างตั้งแต่เด็กจนเรียนจบมหาวิทยาลัย

เด็กคนนี้ไม่เคยขาดอะไรเลยครับ ไม่เคยขาดสิ่งของ ไม่เคยขาดความสุข ไม่เคยขาดความอบอุ่น มีทุกอย่างอย่างที่เพื่อนคนอื่นมี เพียงแต่สิ่งที่เค้าได้รับเกิดจากศักดิ์ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ป้า” ซึ่งไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริงเท่านั้นเอง

แต่ก็ไม่เสียแรงที่ป้าเฝ้าทะนุถนอมนะครับ เด็กหญิงคนนี้โตมาเป็นคนที่ดีของสังคมเลยทีเดียว และเมื่อเรียนจบก็สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองได้ เขารักและผูกพันกับป้าของเขามาก คุณป้าคือ Number 1 คือคนที่มีความสำคัญที่สุดของเขา เงินเดือนออกทีไรก็ตั้งใจให้ป้าเพื่อหวังอยากตอบแทน แต่ป้าไม่เคยรับเงินเลยสักครั้งเพราะตัวเองก็ไม่เดือดร้อนและหวังอยากให้หลานอยู่ดีมีสุขเท่านั้นเอง

แม่ที่แท้จริง ปรากฎตัว…

วันดีคืนดี เด็กสาวได้ติดต่อกับผู้ที่เป็นแม่อีกครั้ง และใช่แล้วครับ มันตามมาด้วยคำขอความช่วยเหลือด้านเงินทอง มากบ้างน้อยบ้าง ถี่บ้างห่างบ้าง แต่ก็มีอยู่เรื่อย ๆ เนือง ๆ และเป็นอย่างนี้อยู่หลายปี แต่ใช่ว่าเธอจะใจดำเสียเมื่อไหร่ เธอคอยหยิบยื่นช่วยเหลือแม่เสมอทั้ง ๆ ที่ตอนเด็กแม่ไม่เคยส่งเงินช่วยเธอเลยแม้แต่บาทเดียว

บางครั้งเธอก็เต็มใจช่วยแม่ แม้เธอเองก็ขัดสนด้วยซ้ำไป….

เด็กสาวใช่ว่าจะปฏิเสธแม่นะครับ เพียงแต่เธอเกิดความสงสัยขึ้นใจว่า ทำไม? ป้าผู้เป็นผู้ให้มาตลอดชีวิตกลับไม่เคยเรียกร้องอะไร ต่างกับแม่ผู้ให้กำเนิดแล้วทิ้งเธอไปตั้งแต่เด็กกลับเรียกร้องไม่เคยหยุดในวันที่เธอลืมตาอ้าปากได้ แล้วอย่างนี้มันจุยุติธรรมกับป้าเธอไหม…

สำหรับความสงสัยที่เด็กผู้หญิงคนนั้นมีไม่ได้ผิดเลยนะครับ ถ้าผมเป็นเธอผมก็เกิดคำถามขึ้นในใจไม่ต่างกัน และผมว่าเธอมีความกตัญญูและตอบแทนผู้มีพระคุณได้อย่างดีเลยทีเดียว เธอไม่เคยนิ่งเฉยกับแม่ผู้ให้กำเนิดเลยจแม้จะไม่ได้เลี้ยงดูเธอมาก็ตาม แต่เธอเพียงแค่รู้สึกผิดเล็ก ๆ รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมกับผู้ที่เป็นป้า รู้สึกว่าไม่ได้ตอบแทนท่านได้อย่างสมน้ำสมเนื้อเมื่อเทียบกับสิ่งที่ป้าให้เธอ

การตอบแทนบุญคุณกับคนทั้งสอง ไม่ว่าจะด้วยทางไหนก็ยุติธรรมทั้งนั้นครับ เพราะถ้าไม่มีแม่เธอเองก็คงไม่ได้เกิดมาอยู่กับป้าอย่างทุกวันนี้

ถึงแม้แม่จะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ท่านก็มีพระคุณอยู่มาก แต่ถ้าชีวิตเธอไม่มีป้า ชีวิตเธอก็คงไม่มีความสุขและสวยงามอย่างที่เป็นในปัจจุบัน

หลังจากเกิดคำถามขึ้นมาในใจสักพักใหญ่ มาดูกันว่าเธอหาทางออกให้กับเรื่องนี้ยังไง …

ดูแลป้าให้มีความสุขทางใจให้มากที่สุด

สิ่งที่เด็กคนนี้ทำคือช่วยเหลือแม่ตามความเหมาะสม ตามที่เธอทำไหวและไม่เดือดร้อนต่อตัวเองอย่างที่เคยเป็น และดูแลป้าให้มีความสุขทางใจให้มากที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ เธอกลับไปเยี่ยมป้าบ่อย ๆ โทรหาป้าบ่อย ๆ ป้าไม่รับเงินแต่เธอก็คอยซื้อของเข้าบ้านแทน พูดคุยสารทุกข์สุขดิบทำให้ป้าไม่รู้สึกว่าห่างกัน นั่นคือการเติมความสุขและการตอบแทนคุณในฉบับของเธอ

ผู้ให้กำเนิดเปรียบเป็นพระอรหันต์ในบ้าน

มีหลักธรรมคำสอนมากมายที่เปรียบเอาไว้ว่า “ผู้ให้กำเนิดเปรียบเป็นพระอรหันต์ในบ้าน” ความจริงแล้วพระอรหันต์คือผู้ที่มีจิตอันบริสุทธิ์ ตามประวัติพุทธกาลในสมัยก่อนพระอรหันต์ส่วนใหญ่จะอยู่ตามป่าเขา ตามถ้ำ ซึ่งเค้าว่ากันว่าหากใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์จะถือได้ว่าเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด ในสมัยนั้นผู้คนจึงมุ่งเสาะแสวงหาแต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้านเพื่อหวังทำบุญหวังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปจึงมีผู้เปรียบเอาไว้ว่าความจริงแล้วพระอรหันต์ในบ้านก็มี ซึ่งก็คือพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดหรือผู้ที่เลี้ยงดูเรานั่นเอง เพราะพ่อแม่หรือผู้ที่เลี้ยงดูเรามาต่างก็มีจิตอันบริสุทธิ์ มุ่งหวังให้ลูกเติบโตโดยไม่หวังผลใดที่เป็นส่วนตัว หวังแค่ให้ลูกดำรงชีวิตด้วยความสุข อยู่รอดปลอดภัยและมีความเจริญ มีความคิด มีสติปัญญาเพื่อเลี้ยงตัวเองต่อไป

ผมว่าคำกล่าวนี้แฝงไปด้วยความหมายนะครับ นั่นก็คือการอุปมาอุปไมยว่า ให้หมั่นดูแลพระในบ้าน ทำบุญกับพระอรหันต์ในบ้าน เพื่อท้ายที่สุดตัวเราเองนี่แหละครับที่จะได้ลาภผลอันประเสริฐที่สุด และเป็นมงคลชีวิต อย่างที่เด็กหญิงผู้นี้ได้ทำ

หลายคนมีคำถามว่าระหว่างพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเรากับพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามานั้น บุญคุณต่างกันหรือไม่ เพราะบางคนพ่อแม่อาจจะไม่ได้เลี้ยงดูเราด้วยตัวเอง ด้วยภาระหหน้าที่การงาน จึงต้องฝากเราไว้กับ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา บางคนพ่อแม่ฝากเลี้ยงแล้วทำหน้าที่ส่งเสีย หรือบางคนอาจจะมีปัญหาครอบครัวแล้วทิ้งไว้กับญาติเหมือนตัวอย่างที่ผมกล่าวถึงข้างต้น คำถามนี้จึงเป็นอีกคำถามที่ตอบยากพอสมควร

พ่อแม่คือพระอรหันต์ ผู้ที่เลี้ยงดูก็ย่อมมีคุณอนันต์

สรุปแล้วบุญคุณของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดกับบุญคุณของพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูย่อมสำคัญเหมือนกัน เพราะถ้าหากพ่อแม่คือพระอรหันต์ ผู้ที่เลี้ยงดูก็ย่อมมีคุณอนันต์ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เหมือนสัตว์อื่น เพราะสิ่งมีชีวิตอื่นโตมาก็แทบจะดูแลตัวเองได้เลย ต่างกับคนเราที่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นอยู่ตั้งหลายปีกว่าจะเลี้ยงดูตัวเองได้

ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้กำเนิดหรือผู้เลี้ยงดูต่างก็มีความสำคัญครับ ถ้ายิ่งเป็นคนเดียวกันแล้วยิ่งสำคัญใหญ่เลย

ถ้าหากเราเกิดมาแล้วไม่มีคนเลี้ยง ทารกแบเบาะก็ตายภายในไม่กี่วันไม่ต่างกับปลาที่ขาดน้ำ

การที่ใครบางคนเฝ้าเลี้ยงดูสิ่งมีชีวิตหนึ่งเป็นสิบๆปี เพื่อให้เติบโตและช่วยเหลือตัวเองได้นั้นจึงเป็นคุณอนันต์เลยทีเดียว

คำสอนในพระพุทธศาสนาต่างก็บอกว่า “คนกตัญญูจะเป็นคนเจริญ” ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้นะครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่รักพ่อรักแม่เหมือนทุกคน และที่สำคัญตัวผมเองก็ได้เป็นพ่อคนแล้วด้วย ผมเข้าใจอย่างดีที่สุดเลยแหละครับว่า “ความรักของคนเป็นพ่อเป็นแม่นั้น…มันยิ่งใหญ่มหาศาลขนาดไหน”

สำหรับคนเป็นลูก เมื่อมีโอกาสตอบแทนบุณคุณจงรีบทำเถอะครับ ไม่ว่าคุณจะเติบโตกับใคร ไม่ว่าใครจะเลี้ยงดูคุณ เหตุผลเหล่านั้นไม่สำคัญ “ความกตัญญูใครทำใครได้” คุณทำคุณก็ได้ครับ ถึงคุณจะบอกว่าที่บ้านไม่ใช่สไตล์หวาน ๆ หรือพูดจาดีต่อกัน หรือร้ายกว่านั้นคือทะเลาะกับพ่อแม่เป็นประจำ อารมณ์เหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลยสำหรับคนใฝ่กตัญญู คุณสามารถดูแลบุพพการีของคุณได้ในสไตล์ของคุณ

การซื้อของให้ การพาไปกินข้าว พาไปโรงพยาบาลเมื่อท่านเจ็บป่วย พาเข้าวัดทำบุญ หรืออะไรก็ได้ครับ บางคนรอให้ตัวเองพร้อมค่อยกลับไปหาพ่อแม่ บางคนคิดว่าตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลยแล้วจะเอาอะไรกลับไปดูแลท่าน

ความกตัญญูทำด้วยใจเป็นหลักไม่ต้องใช้ตังค์ก็ได้ครับ แค่เราคอยโทรหา ถามสารทุกข์สุกดิบ อาจจะคอยรับทุกข์ในใจของท่านฟังเพื่อแบ่งเบาภาระทางใจ หรือแม้แต่เป็นคนดีให้ท่านได้ชื่นใจ เพียงแค่นี้ก็เป็นการตอบแทนท่านได้เช่นกัน

การตอบแทนให้ทันเวลา

และที่สำคัญกว่านั้นคือ “การตอบแทนให้ทันเวลา” อย่ารอจนกว่าพ่อแม่จะจากเราไป และผมเชื่อว่าหลายครอบครัวมีความสัมพันธ์แบบนี้ครับ คือคุณพ่อคุณแม่เสียเองที่เป็นคนปากร้าย เราอยากจะโทรหาทีไรก็ไม่เคยได้พูดกันดี ๆ สักที เวลาลูกกลับมาเยี่ยมบ้านทีก็บ่นนู่นตินี่สารพัด แต่เชื่อไหมครับว่าแท้ที่จริงเค้ามีความสุขมากนะที่ลูกกลับมาหา คือปากก็แข็งไปตามน้ำ แต่วันไหนที่ลูกกลับมาเค้าอิ่มใจมากนะครับ

หากยังมีเวลาอยู่เราตอบแทนท่านเถอะครับ ผมขอย้ำคำกล่าวนี้อีกครั้ง “ความกตัญญูใครทำใครได้” อย่างน้อยก็ถือว่าสร้างบารมีให้กับตัวเองเอาไว้ ทำดีด้วยใจในแบบที่เป็นเรา ทำดีต่อท่านในวันที่ยังไม่สาย ดีกว่าทำบุญหาในวันที่จากไป หากถึงวันนั้นคนที่เสียใจที่สุดไม่ใช่ใคร…คือตัวเรานี่เองแหละครับ

   >>> อ่าน E-book เล่มเต็ม คลิกที่รูปปกด้านล่าง​

อ่าน E-Book ได้ที่นี่ Click >>>